fbpx
Arts & Culture

A Thai Artist’s Natural Palette

Driven by personal and ecological reasons, Sand-Suwanya Saksombat makes her own watercolours using flowers, leaves, rocks, and clay.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

In order to paint a picture today, all one has to do is grab a readymade brush and a box of watercolour, and exercise one’s artistic ability. Have you ever wondered what it was like in the past when things were not mass-produced and the use of chemicals was not commonplace? How did artists in the past make colour?

Photography by Sand-Suwanya Saksombat

Colours can be made using natural materials such as flowers, rocks, leaves and minerals. Even though there are readymade watercolour, oil and acrylic paint in the market, there are artists who still prefer to make their own natural paint. Sand-Suwanya Saksombat is one of them. One reason is that she is allergic to chemical colours. The other reason is that she hopes to do her part in reducing environmental issues caused by an artist’s way of life.

Saksombat grew up with nature. She lived in the countryside by the river. Her love for art impelled her to attend the Fine Art Program at Silapakorn University. She always felt guilty whenever she washed her brushes in the canal, causing oil from the paints to spread in the water. ‘Is there anything I can do?’ she asked herself. At the same time, her hands started to peel from using the oil paints. It was so severe that she no longer has fingerprints. She is labelled as a “disabled person” who cannot be identified by the fingerprints in her passport.

After graduating, Saksombat changed six jobs in two years. She was unhappy and felt like there was something more in the outside world. She wanted to travel but the only way for her to do so was to study aboard. Even though everyone around her opposed the decision, she was determined and applied to attend the Santiniketan University in India.

Photography by Vicvi Wanvisa

Her love for the tribal life led her to India. She loved the way people made appliances, tools and instruments that they could not afford. Creativity generated from the lack of resources intrigued her. Her allergies, coupled with her fondness for restrained creativity and an urge to help the ecosystem stimulated her to make her own drawing equipment. It was initially part of her thesis but became her life.

The process of making tools was not easy. She failed to make paper and brushes, but carried on with watercolours. “It is impossible to make colours from natural materials that can really be used,” someone told her. “What about the cave paintings made with natural colours?” she questioned. She learnt a lot through trial-and-error and by travelling around India to collect valuable knowledge from several tribal artists.

She had a hard time finding the natural substance that would bind her colours with paper to prevent them from fading quickly. Fortunately, she met an 80-year-old tribal Indian artist at a forest market. He drew in a cave-painting style using four natural colours: black from the soot in a firewood stove; green from the leaves of green beans; yellow from yellow clay and red from red rocks. His binding agent, Gum Arabic. Eventually, Saksombat completed her journey in the pursuit of natural colours. She has not touched any chemical colours since.

Saksombat’s exhibitions are not just about displaying pictures. She refuses to be stuck in a studio making paintings all day. She enjoys the great outdoors, sitting and walking on grasslands. A little diary with illustrations made using natural watercolours can be found at her exhibitions. As she enjoys interacting with people and exchange stories with them, she frequently conducts workshops and activities that teach people how to make natural paint, or create postcards using her watercolours. These warm interactions are the most important to her.

Photography by Sand-Suwanya Saksombat

ในยุคที่ทุกอย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ถ้าอยู่ๆ เรามีอารมณ์ติสท์อยากผันตัวเป็นศิลปินขึ้นมา เราก็แค่หยิบไอแพดมาเปิดแอพวาดรูป หรือลงทุนหน่อยเราก็ขับรถไปห้างคว้าม้วนกระดาษกับกล่องสีน้ำมา สะบัดปลายพู่กัน จุ่มสี เติมจินตนาการลงไป เราก็ได้ภาพสวยๆ มาชื่นชมได้

ใช่…ทุกอย่างมันสำเร็จรูปวางรอให้เราใช้อยู่แล้ว แต่เราเคยนึกย้อนไปในวันที่ยังไม่มีของพวกนี้คอยอำนวยความสะดวกให้เรามั้ย ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในยุคกลางเขาใช้สีอะไรวาดรูปกันนะ ถ้าไม่มีสีน้ำมันแบบสำเร็จรูปแล้วเขาต้องผสมยังไงนะ เราครุ่นคิดแต่สุดท้ายก็รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องหาทางประดิษฐ์สีจากธรรมชาติได้แน่ หลักฐานคือภาพวาดผนังถ้ำไง ดินยังใช้เป็นสีได้เลย เราทำสีจากธรรมชาติได้อยู่แล้ว

แต่ ‘ให้ทำสีธรรมชาติใช้เองเหรอ? ไม่เอาหรอกยุ่งยาก’ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิด ในยุคที่ทุกอย่างมีพร้อม เราจะหันกลับไปทำอะไรยุ่งยากอีกทำไม

นั่นคือความคิดของคนส่วนมาก แต่ไม่ใช่ทุกคน คุณแซนด์-สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ เป็นอีกหนึ่งคนในเมืองไทยที่ยังคงทำสีจากธรรมชาติอยู่ หนึ่งเป็นเพราะเธอแพ้สารเคมีในสีน้ำมัน และสองเป็นเพราะเธออยากรู้อยากลองว่าเราจะสามารถพึ่งตัวเองในวิถีชีวิตแบบศิลปินได้มากแค่ไหน

Photography by Vicvi Wanvisa

เรื่องราวของคุณแซนด์ ความสนใจด้านศิลปะ และอาการแพ้

คุณแซนด์เล่าว่าตัวเองเป็นเด็กบ้านนอกคนนึง ที่อยู่บ้านริมคลองในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ชีวิตเธอผูกพันกับสายน้ำมาตลอด ซักผ้า ล้างจานในคลอง เธอเป็นคนชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะนิทานที่มีภาพประกอบสีน้ำสวยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังให้ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก ทั้งๆ ที่เข้าเรียนในสายวิทย์-คณิตตามค่านิยมสมัยนั้น แต่เธอจะเป็นคนที่เพื่อนๆ ชี้มาหาเวลาที่ต้องมีงานวาดรูปเสมอ พอเข้ามหาวิทยาลัยเธอจึงได้เข้าเรียนในสาขาประยุกศิลปศึกษา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนแรกเรื่องอาการแพ้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะเธอยังทำแค่งานชิ้นเล็กๆ ไม่ได้กระทบกับมือมาก แต่พอถึงเวลาทำธีสิสจบ ไอเดียในการทำภาพสีน้ำของเธอถูกปฏิเสธ เธอจึงต้องยอมทำงานชิ้นใหญ่ด้วยแคนวาสและสีน้ำมัน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาการแพ้หนักขึ้น


“เราเป็นคนที่ตั้งแต่เด็กจะผิวแห้งมากๆ อยู่แล้ว พอยิ่งมาเจอสีน้ำมันที่มันมีทั้งน้ำมันสน น้ำมันลินสีด มือจากที่มันลอกอยู่แล้ว จากหนึ่งชั้นก็ลอกลึกลงไปชั้นที่สองสามสี่ จะเห็นผิวหนังตัวเองเป็นแกรนด์แคนยอนอะ เป็นชั้นๆ ลงไป ชั้นท้ายๆ มันก็เลือดออก ในระยะเวลานั้นทำไปเลือดก็ออกไป จับพู่กันก็เจ็บ ต้องติดพลาสเตอร์ยา ความเป็นผู้หญิงมือทุเรศอะเนอะ ก็เป็นปมด้อยในชีวิต”

อาการแพ้นี้ส่งผลอย่างหนักจนทำให้เธอไม่มีลายนิ้วมือไปหลายปี
“ครั้งแรกที่ไปทำพาสสปอร์ตตอนเรียนจบใหม่ๆ เราก็เหงื่อตก สแกนนิ้วมือไม่ได้ เขาก็เลยต้องให้เราเป็นคนทุพพลภาพ ไม่สามารถระบุตัวตนด้วยลายนิ้วมือได้ มันก็ผ่านมาได้ แต่ก็เป็นปมด้อยของชีวิต มือก็จะด้านๆ เป็นคนมือไม่นิ่ม เป็นผู้หญิงมือสากและไร้รอยนิ้วมือ เรื่องราวเราก็ประมาณนี้แหละ”

Photography by Sand-Suwanya Saksombat

เส้นทางชีวิตจากไทยไปอินเดีย เหตุผลและแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนที่อินเดีย

“พอจบมาแล้วการเป็นศิลปินก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้เลย” คุณแซนด์เล่า เธอจึงผันตัวไปทำกราฟิคดีไซน์ ลองผิดลองถูก เปลี่ยนงานถึง 6 งานในระยะเวลา 2 ปี แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่มีความสุขอยู่ดี ต่อมาเธอก็มีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านโดยทำงานเป็นครูศิลปะที่โรงเรียนมัธยมที่เธอเคยเรียน เธอเล่าให้เราฟังว่านี่เป็นเหมือนอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญ เธอได้เรียนรู้ความหลากหลายของเด็กๆ ความเป็นเด็กหลังห้องที่เด็กห้องคิงอย่างเธอไม่เคยสัมผัสเลยในวัยเรียน

หลังจากทำงานได้สักพักเธอเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ ที่ออกเดินทางตามหาตัวตนของตัวเอง เธอจึงเริ่มฉุกคิดขึ้นมาบ้าง
“เราก็รู้สึกว่าเรายังอยากสนุกกับการที่ไปเจอสิ่งใหม่ๆ ก็เลยคิดว่าเราจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง ก็การเรียนนี่แหละ น่าจะทำได้”
เธอตัดสินใจส่งใบสมัครไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาลัย Santiniketan ที่ประเทศอินเดีย มหาลัยนี้เป็นมหาลัยที่ก่อตั้งขึ้นโดยนักปรัชญารางวัลโนเบลชื่อดัง รพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งเป็นมหาลัยที่ก่อตั้งโดยแนวคิดที่ว่าเพดาน กำแพง ห้องสี่เหลี่ยมคือที่ปิดกั้นจินตนาการ มหาลัยนี้จึงเรียนกันนอกห้องเรียน ใต้ร่มไม้

Photography by Vicvi Wanvisa

สาเหตุที่คุณแซนด์เลือกเรียนที่อินเดียนั้นเพราะตั้งแต่เด็กแล้วเธอชอบอะไรที่เป็นชนเผ่า เป็นชีวิตคนป่า ซึ่งที่อินเดียก็มีเยอะมาก
“เราชอบบ้านดิน เตาดิน อยู่กับดิน เย็บปักถักร้อยใช้เอง ทำเครื่องดนตรีจากเศษของนู่นนี่ คือเราชอบ ‘ความจน’ ความจนที่มันทำให้มีความสร้างสรรค์ที่เกิดจากความจำเป็นที่เราต้องสร้างของใช้เอง”

แต่อุปสรรคก็มีมากมาย ไม่มีใครที่สนับสนุนให้เธอไปเรียนต่อเลย ด้วยความที่ในสายตาคนรุ่นเก่า อินเดียยังเป็นประเทศที่น่ากลัว “แค่เหตุผลที่ว่าการดื้อรั้นไปคือการเป็นลูกอกตัญญูทำให้พ่อเสียใจ มันก็พอแล้วที่จะไม่มีใครสนับสนุน” ในขณะที่เธอท้อกับการพยายามเปลี่ยนความคิดของพ่อ ด้วยความบังเอิญ ข้อคิดในหนังสือคีตาญชลี ของรพินทรนาถ ฐากูรเจ้าของมหาลัยที่เธอกำลังจะไปเป็นสิ่งที่ทำให้เธอจึงตระหนักได้ว่าเธอกำลังพยายามจะเอาแต่เปลี่ยนคนอื่น ทั้งๆ ที่เธอยังไม่มีความเข้มแข็งพอในใจให้ตัวเองยืนหยัดเลย ความขัดแย้งทั้งหลายนี้จบลงด้วยเอกสารใบสุดท้ายที่ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม “มีสองทางเลือกคือเราจะปลอมลายเซ็นพ่อเอง หรือเอาไปให้พ่อเซ็น สุดท้ายเราเลือกยืนหยัดเอาไปให้เขาเซ็น”

“คนส่วนใหญ่ในชีวิตจะชอบเดินหนีปัญหาหรือเลี่ยงปัญหาอยู่เรื่อยไป แต่เราขอบคุณตัวเองในวันที่เรากล้าเผชิญมันทั้งๆ ที่เราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง สุดท้ายเราก็ไปหาพ่อที่ทำงาน โดยที่ไม่มีคำพูดอะไรทั้งสิ้น พ่อก็เซ็นให้แล้วก็ขับรถพาเราไปขึ้นรถตู้ เข้ากรุงเทพไปทำวีซ่า แล้วมันก็ผ่านไป”

Photography by Vicvi Wanvisa

จุดเริ่มต้นของสีธรรมชาติ

คุณแซนด์เล่าว่ามันเริ่มแรกจากการที่เธอเอาพู่กันไปล้างในคลอง “ทุกครั้งที่เราเห็นน้ำมันสนที่มันลอยเหนือคลอง แล้วก็กระจายไปเป็นวงกว้าง เรารู้สึกว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ กับน้ำที่เราต้องอาบต้องใช้ เป็นความคิดที่ไม่เคยพูดกับใคร แต่ก็รู้สึกเป็นคำถามที่อยู่ในใจว่า เราทำอะไรได้บ้าง”

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจมาตลอด สะสมตามมาด้วยความชอบในเรื่องชนเผ่า เรื่องชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ ต่อมาเธอเริ่มรู้จักบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องการพึ่งพาตัวเอง เช่น คุณโจนจันได นักปรัชญาที่มีแนวคิดในการพึ่งพาตัวเอง ทำบ้านดิน ปลูกพืชเอง “เรามีความสนใจทางด้านนี้อยู่แล้ว ระหว่างที่อยู่บ้านเราก็พยายามปลูกนู่นนี่ แต่มันก็ไม่เวิร์ค เราพยายามเอาใจใส่แล้ว แต่เหมือนมันไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ เราเลยคิดว่ามันมีการพึ่งพาตัวเองแบบที่เข้ากับชีวิตที่เราใช้อยู่รึเปล่า เราจะพึ่งพาตัวเองในการทำวัสดุวาดรูปใช้เองได้มั้ย?”

และเมื่อมาเรียนที่อินเดีย เธอก็ได้โอกาสเอาแนวคิดนี้เป็นธีสิสจบปริญญาโท ในตอนต้นการทำสีธรรมชาติเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เธอตั้งใจจะทำทั้งกระดาษและพู่กันเองด้วย แต่มันก็ไม่ค่อยสำเร็จนัก เพราะพู่กันที่ทำจากพืชมันให้เนื้อสัมผัสที่ไม่ถูกใจ และกระดาษที่ไม่ได้ผ่านแรงกดทับมันก็ใช้งานยาก ทำให้เรื่องสีกลายเป็นงานหลัก

Photography by Vicvi Wanvisa

ระหว่างอยู่ที่อินเดีย เธอลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้งกว่าจะได้กระบวนการที่ถูกใจ เธอเก็บเทคนิคจากศิลปินหลายๆ คนที่เธอได้ไปเรียนรู้ เธอได้เทคนิคการรองพื้นมาจากศิลปินที่วาดภาพจากแร่หินที่เป็นพ่อของเพื่อน แต่เขาก็ยังซื้อพิกต์เมนต์มา ไม่ได้ทำจากธรรมชาติจริงๆ และอีกอย่างมันก็ยังขาดสิ่งที่จะเป็นตัวเชื่อมทำให้สีจากดินของเธอยึดเกาะกับกระดาษอยู่ดี เธอจึงตามหาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบ

“คนที่เราได้เทคนิคจริงๆ คือคุณลุงคนนึง เป็นคนชนเผ่า เขาวาดรูปแนวเคฟเพ้นต์ติ้ง ในชีวิตคุณลุงมีแค่สี่สี คือสีดำ จากก้นหม้อของเตาฟืน สีเขียว จากใบถั่วแขก สีเหลือง จากดินเหลืองในป่า สีแดง จากหินแดงในป่า แกก็ฝน แล้วก็บดอะไรอะไรสักอย่างที่เรามารู้ที่หลังว่ามันคือกัมอารบิก เราไม่รู้จักมาก่อนเลย แกก็เอาตัวกัมอารบิกไปผสมสีทุกสี ทำให้เรารู้จักเอาตัวกัมอารบิกมาใช้ในสีของเรา ก่อนเจอลุงเราลองทุกอย่างเลย เราเจอทั้งแบบที่สีมันจางไว เช่น การใช้ดอกไม้ กับแบบที่ไม่ซีดแต่เป็นผง เช่นดิน เพราะไม่มีอะไรมายึดติดสีกับกระดาษ ซึ่งกัมอารบิกนี้ก็ตอบโจทย์ ช่วยยึดดินไม่ให้เป็นผง และทำให้ดอกไม้ ที่มันซีดง่ายคงตัวอยู่ได้”

“นอกจากเรื่องความเป็นธรรมชาติกับสีเคมีแล้ว สีสองแบบให้ความรู้สึกต่างกันมั้ย?” เราถามต่อ “บอกไม่ได้เลยเพราะแทบไม่ได้ใช้สีเคมีเลย ตอนทำแรกๆ เรายังมีกล่องสีน้ำหนึ่งอันที่เอาไปจากไทยด้วย สีไหนที่ยังทำไม่ได้เราก็จะแอบแต้มในกล่องน่ะ แล้วพอทำเรื่อยๆ รู้สึกว่าอยากทำจริงจังแล้ว ไม่งั้นก็จะคอยแต้มแบบนี้ตลอดเวลา ก็เลยเอากล่องนี้ไปให้กับเด็กในหมู่บ้าน ตั้งแต่ตอนนั้นก็เลยไม่ได้ใช้อีกเลย เราว่าต่างแหละ โทนสีมันไบรท์ไม่ได้ขนาดนั้นอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่เรารู้สึกว่ามันไบรท์แล้วนะ แต่พอไปเจองานคนอื่นรู้สึกว่ามันไบรท์มากเลย” คุณแซนด์ตอบ

“นอกจากวัสดุพวกใบไม้ หิน ดิน แล้ว มีอะไรที่คาดไม่ถึงว่าจะเอามาทำเป็นสีได้มั้ย?” เราถาม “แค่เขม่าก้นหม้อเราก็รู้สึกแปลกแล้วนะ แบบ อ้าว อยู่ตรงนี้เอง คือมันใกล้ตัวจนคาดไม่ถึง” จริงสินะ บางทีความคาดไม่ถึงมันก็ไม่ได้มาจากสิ่งไกลตัว แต่มันใกล้มากจนเราคาดไม่ถึงเนี่ยแหละ

“ตอนเราทำแรกๆ ไม่มีใครเชื่อเลย แบบ แกทำสีจากธรรมชาติไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ เราก็มาคิดว่าไอศิลปะถ้ำที่มันอยู่มาห้าพันปีอยู่ได้ยังไง มาได้ยังไง” คุณแซนด์เล่า ทำให้เรารู้ว่าเรื่องสีธรรมชาติไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เลย มันก็เป็นอีกเรื่องที่ใกล้ตัว มันมีมาตั้งแต่โบราณ แทรกอยู่ตามหนังสือประวัติศาสตร์ที่เราเรียน ที่เราว้าวกับมันเพราะในยุคนี้เราคุ้นชินกับความสำเร็จรูปที่เตรียมทุกอย่าให้พร้อมจนเราไม่ต้องประดิษฐ์อะไรเองอีกแล้วมากกว่า

ชีวิตหลังกลับจากอินเดีย และความโหยหาธรรมชาติ

หลังกลับมาจากอินเดีย คุณแซนด์ก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนกราฟฟิคดีไซน์ที่มหาลัยอีกครั้ง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่อยู่ดี “เราอยู่หอพักหญิงเป็นห้องสี่เหลี่ยม เราเหมือนเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็ร้องไห้ตลอด คิดถึงแต่เมืองที่เราเคยอยู่ที่อินเดีย เราเคยอยู่เป็นบ้านเช่า เพราะเราต้องหาที่ที่มันติดดิน เพื่อที่จะได้ปลูกต้นไม้ทำสีได้ พอกลายเป็นต้องมาอยู่อพาร์ทเมนต์แบบนั้นเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ที่สิ่งมีชีวิตควรจะอยู่ การไปอยู่ที่อินเดียทำให้เรากลายเป็นคนชอบใช้สัญชาตญานในการดำรงชีวิตไปแล้ว”

นอกจากสอนที่มหาวิทยาลัยแล้ว จุดนั้นก็เป็นจุดที่ทำให้คุณแซนด์เริ่มทำอาชีพเสริม ที่กลายมาเป็นอาชีพหลักในปัจจุบัน คือการทำเวิร์คชอปสอนทำสีธรรมชาติ และทำพาเล็ตต์สีจากธรรมชาติขาย ซึ่งการทำขายก็เป็นโอกาสให้คุณแซนด์ได้พัฒนาสีของตัวเองไปด้วย เมื่อมีงานพอเลี้ยงดูตัวเองได้ เธอจึงตัดสินใจลาออกเพื่อมา “ออกแบบชีวิตตัวเอง” เธอเปลี่ยนมาอยู่บ้านเช่าสองชั้น ซึ่งมีพื้นดินให้เธอได้ปลูกต้นไม้ อยู่ริมคลอง เธอไม่ใช้รถยนตร์แต่มีจักรยานคู่ใจไว้ปั่นไปตลาดแทน

“ความจริงมันก็มีรูทีนของมัน แต่เรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนไป เพราะปกติมันคือการต้องไปทำงานในระยะเวลาแปดชัวโมง แต่ของเรารูทีนตอนนี้มันกลายเป็นว่าครึ่งนึงฉันจะต้องทำงานบ้านนะ อีกส่วนนึงจะต้องไปดูต้นไม้ มันเป็นชีวิตที่เราออกแบบเอง มันก็มีช่วงไม่แฮปปี้เหมือนกัน แต่เราสามารถควบคุมชีวิตได้ง่ายกว่า บางทีท่อน้ำแตกทำไงดีเป็นผู้หญิงคนเดียว สุดท้ายก็ซ่อมเอง”

ผลงานที่ไม่ใช่งานสำเร็จรูป การวาดภาพแบบที่คนเอาไปวาดต่อได้ และการบันทึกเรื่องราว


คุณแซนด์เล่าว่างานของเธอไม่ใช่การแสดงภาพงานทำเสร็จแล้ว แต่เป็นการแสดงกระบวนการมากกว่า “เวลาเราแสดงงานทีนึงมันไม่ใช่งานชิ้นใหญ่ๆ เราต้องการออกไปเที่ยวไม่ใช่แค่อยู่ในสตู เราก็เลยทำเหมือนเป็นสมุดบันทึก และมีการทดลองต่างๆ ของเรา เราไม่ได้อยากโชว์งานสำเร็จ แต่เราอยากแสดงกระบวนการ สิ่งที่เราทดลองมาทั้งหมด”

ส่วนงานที่ทำเป็นหลักอีกอย่างตอนนี้คือการทำพาเล็ตต์สีธรรมชาติขายซึ่งเธอก็เล่าว่ามันเป็นความสนุกอีกแบบ “การดีไซน์พาเล็ตต์ทุกครั้งที่เราทำเราไม่เคยทำแบบเดิมซ้ำเลย เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเป็นการทำเพ้นท์ติ้งของเราแบบที่คนเอาไปเพ้นท์ต่อได้อีก”
ในส่วนของการวาดภาพก็ยังมีอยู่ เธอยังคงวาดภาพในสมุดบันทึกเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ในแบบของภาพประกอบที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็ก “เราเพิ่งวาดรูปเหตุการณ์ครั้งแรกที่ไปตลาดโดยไม่ใช่ถุงพลาสติกเลย แต่ต้องเตรียมการเยอะมาก พกปิ่นโต เลยอยากวาดอันนี้ เพื่อให้รู้ว่ามีคนเหมือนฉันมั้ยนะที่ลำบากมากเลย แต่ก็ยังจะทำ”

Photography by Sand-Suwanya Saksombat

เวิร์คชอปที่ไม่ใช่แค่การสอน แต่เป็นการเติมเต็มความรู้สึก

คุณแซนด์เล่าว่าสิ่งที่เธอได้กลับมาจากการจัดเวิร์คชอปมันสำคัญกว่าเรื่องสีมากมาย “ความจริงทุกครั้งที่เราสอนเราก็จะพูดแบบหมือนที่เราพูดให้ฟังอยู่ เล่าเรื่องราวของเราให้ฟัง เช่น ช่วงเวลาที่สำคัญคือช่วงที่เราตัดสินใจที่จะเดินเอาเอกสารไปหาพ่อ จุดนี้จะเป็นจุดสำคัญที่เราจะเล่าเวลามีเด็กมัธยมหรือมหาลัย หรือพ่อแม่ที่กำลังมีลูกมาเรียน มีครั้งนึงร้องไห้กันหมดเลย พ่อแม่ก็เข้าในในความเป็นพ่อแม่ เราก็พูดให้ฟังในฐานะที่เราเป็นลูก ที่ลูกอาจจะไม่เคยกล้าพูดกับพ่อแม่ เหมือนมีเราเป็นสื่อกลาง หลังๆ เวลาไปออกบูทสอนคนวาดรูป ก็จะมีคนเล่าให้เราฟังว่านี่ไม่ได้วาดมาตั้งแต่ประถามแล้ว ครูประถมโหดมาก วาดอะไรก็ผิด”

“เราได้แลกเปลี่ยน สนุกทุกครั้งที่ได้คุยได้ถามได้แชร์ มันเติมเต็มนะเพราะเราได้ให้ แล้วเขาก็ซาบซึ้งที่ได้รับ มันก็เติมเต็มเราไปโดยปริยาย มันมากกว่าแค่เรื่องการทำสี สำหรับเราอันนี้สำคัญกว่าเรื่องสีมาก”

Photography by Vicvi Wanvisa

Facebook Page: Sand Suwanya

Instagram: Sandsuwanya

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

 

Related Articles