Arts & Culture

Bangkok Design Week 2020: Capitalist Freedom and Animal Farm

Is there freedom in the world of capitalism? Factopia questions.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Photography by Agaligo Photo Studio

‘Is there really freedom in the capitalist world?’ This is the question that the exhibition, Capitalist Freedom by Tithi Kutchamuch, the designer and owner of Factopia, stimulates.

We live in a world governed by small groups of powerful capitalists. Products branded with different logos deceive consumers into thinking that they have a choice when in fact, may not be the case. Brands come from a single corporation that rules the whole system from agriculture to manufacturing and distribution.

We live in a world governed by small groups of powerful capitalists.

Capitalist Freedom

The exhibition, held during the Bangkok Design Week 2020, portrays the capitalist system through metaphors of animal characters that represent each group of people.

The Godzilla, the largest figure, is portrayed as a capitalist who holds the reins of the business. The chickens depict the ones with wonderful ideologies who think that they are free from the system when in fact, there is no way out. Pigs are portrayed as nine-to-five employees who work blindly without knowing who or which system they work for—they wait for the time to clock out. As long as they have money to buy food and support their families, they are happy.

However, it is important to note that it is not Tithi’s intention to portray capitalists as evil. Instead, she attempts to question the system so that the audience realises that the freedom promised by capitalism is not what it seems. There is no protagonist or antagonist in the system. “If we think that the strong capitalists are evil, think about if you are in their position, wouldn’t you do the same?” she questioned.

Animal Farm

Another exhibition by Tithi, located within the same room, is Animal Farm. However, it has no links to the famous political novel by George Orwell. The Animal Farm exhibition aims to question the double standards people have towards chicken and alligator farms.

Society accepts chicken farms but regard alligator farms as “cruel”. As the exhibition attempts to point out, there is no difference between both farms and that the perceptions of human beings are largely dependent on the context of their lives. If we grew up in a culture whereby consuming alligator meat or using alligator bags are norms, alligator farms may not be deemed as cruel.

Apart from the main messages of both exhibitions, Tithi aims to tell the audience to not judge people too quickly, putting forth some controversial and thought-provoking questions: if one is a capitalist, wouldn’t one do whatever it takes to secure their business? And if people are familiar with eating alligators, would it still be considered cruel?

Capitalist Freedom

ความอิสระในโลกแห่งทุนนิยมมันมีจริงหรือ?

นี่คือสิ่งที่นิทรรศการ Capitalist Freedom จาก Factopia พยายามกระตุ้นให้เราต้องตั้งคำถาม

ในงาน Bangkok Design Week 2020 ในมุมหนึ่งของบ้านเหลียวแล ตลาดน้อย มีห้องเล็กๆ จัดแสดงนิทรรศการที่ดูแปลกตา มีทั้งโปรเจ็กเตอร์ที่ฉายวิดีโอกับผนังเป็นเรื่องราวยาว 40 วินาที ข้างๆ เป็นเครื่องจักรรูปไก่ถือกระจกที่สะท้อนกลับมาเป็นตัวเงินตัวทอง ฝูงไก่ถือธง ตามด้วยก๊อตซิลล่าที่ตัวใหญ่กว่าทุกคน ในมือถือเหรียญทองแห่งอำนาจเงิน พร้อมด้วยวัวและหมู ตามมาติดๆ

ถัดมาด้วยรูปวาดที่เหมือนระบบเครื่องจักรและสายพานในโรงงานที่ไหลออกสู่ตลาด เมื่อนำมาประกอบกับเรื่องราวในวิดีโอที่เล่าถึงเรื่องของก๊อตซิลล่าที่กลืนกินทุกอย่างรอบตัวเข้าไป เหล่าหมูที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว วัวซึ่งเป็นเสมือนผู้ผลิต เกิดเป็นโรงงานในโหลแก้วที่ขับเคลื่อนโดยไก่ หัวหน้าผู้มีวิสัยทัศน์ ผลิตสินค้าหลากหลายออกสู่ตลาด แต่ล้วนออกมาจากโหลแก้วเดียวกัน มีก๊อตซิลล่านายทุนเป็นคนกุมบังเหียน สินค้าเหล่านั้นก็ถูกนำมาส่งให้วัวและหมูใช้เช่นเดิม ภายใต้ระบอบทุนนิยมที่มีตัวละครต่างบทบาท แต่กลับไหลเวียนในวงจรอย่างไม่สิ้นสุด

จากนิทรรศการครั้งนี้ คุณฟิ่ว ฐิติรัตน์ คัชมาตย์ นักออกแบบและเจ้าของสตูดิโอ Factopia ต้องการเล่าถึงความเป็นจริงของระบอบทุนนิยมที่สะท้อนผ่านงานที่ผ่านการตกตะกอนออกมาแต่ละชิ้น ชีวิตเราถูกครอบงำด้วยระบอบทุนนิยม เราถูกหลอกให้คิดว่าเรามีทางเลือก จากการเลือกซื้อสินค้าหลากหลายแบรนด์ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดก็ผลิตมาจากนายทุนคนเดียวกัน ทุนนิยมที่หลอกให้เชื่อว่าเรามีอิสระในการแข่งขันในระบอบ แต่จริงๆ มันก็ผูกขาดโดยผู้มีอำนาจทางเงินทุน ใครรวยกว่าก็ครองโลกไป อาจดูโหดร้ายแต่สุดท้ายก็คือความจริงหลีกเลี่ยงไม่ได้

Capitalist Freedom

ในห้องสี่เหลี่ยมนั้นยังมีนิทรรศการ Animal Farm เครื่องจักรรูปไก่ ที่ให้เราได้ไปหมุนเปิดดูไข่ที่ฟักอยู่ดูกันอย่างสนุกสนาน แต่พอหมุนเปิดไข่ออกมากลับกลายเป็นแหวนที่พิมพ์ลายจากหนังจระเข้ ซึ่งคุณฐิติรัตน์กำลังพยายามชี้ให้เราเห็นว่าสุดท้ายแล้วการบริโภคไก่ที่เราเห็นจนคุ้นตา กับการใช้หนังจระเข้ที่ถูกประณามว่าโหดร้าย มันก็มาจากการเป็นฟาร์มสัตว์เหมือนกัน เพียงแค่เป็นสัตว์คนละชนิด แล้วทำไมทัศนคติของคนเราที่มีต่อมันถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว?

เราเกือบจะเดินกลับบ้านไปพร้อมก่นด่านายทุนที่ผูกขาดชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนตาย พร้อมกับครุ่นคิดหาคำตอบจากคำถามหลักจาก Animal Farm แต่สิ่งที่คุณฐิติรัตน์บอกเรามันกลับกลายเป็นการ “อย่าเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่น” ถ้าเราเป็นนายทุนเราจะผูกขาดมั้ย? ถ้าเราโตมาในชีวิตที่ใช้หนังจะเข้เป็นเรื่องปกติ มันจะโหดร้ายกว่าการเชือดไก่มั้ย?

สิ่งที่คุณฐิติรัตน์พยายามสื่อผ่านงานทั้งสองงานนั้น ไม่ใช่เผื่อก่นด่าระบอบหรือกลุ่มนายทุนใดๆ หรือตราหน้าว่าสังคมปฏิบัติต่อไก่และจระเข้ไม่เท่าเทียม เธอแค่พยายามชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงของโลกในรูปแบบที่เธอเข้าใจ ความแตกต่างในแต่ละบทบาททางสังคม และความแตกต่างทางทัศนคติ

“เราอยู่ในระบบนี้ในสถานะที่แตกต่างกัน เราเรียนรู้ชุดความจริงตรงหน้า เราดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

Capitalist Freedom

ทำความรู้จักกับคุณฟิ่ว ฐิติรัตน์ คัชมาตย์และ Factopia

คุณฐิติรัตน์เรียนจบการออกแบบผลิตภัณฑ์มาทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท จากนั้นจึงตัดสินใจมาเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งเครื่องประดับเล็กๆ ไปจนถึงบานประตู “เรามองว่าทั้งหมดคือผลิตภัณฑ์นะ อาจมีความสำคัญเชิงการใช้งานหรือเชิงอารมณ์มากน้อยแตกต่างกันไป” เธอกล่าว นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของ Factopia ซึ่งเป็น creative community ประกอบด้วย 12 สตูดิโออยู่ด้วยกัน

ในส่วนของนิทรรศการ Capitalist Freedom และ Animal Farm ที่ Bangkok Design Week 2020 นี้ถือเป็นนิทรรศการครั้งที่ 2 หลังจากเคยมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกไป โดยเธอได้เสริมว่า “หวังว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาส มีงบ คราวหน้าจะไม่ใช่งานตัวเองคนเดียว อาจจะเป็นงานของหลายสตูดิโอแสดงงานร่วมกัน เป็นงานของ Factopia เลย”

แรงบันดาลใจของนิทรรศการ Capitaist Freedom และ Animal Farm

เธอเล่าให้เราฟังว่าที่ Factopia นั้นมีไก่เป็นสัตว์เลี้ยงประจำ นอกจากนี้ยังเห็นตัวเงินตัวทองจากใต้ตึกบ่อยๆ เป็นแรงบันดาลใจทำให้เธออยากสร้างนิทรรศการโดยมีตัวละครเป็นสัตว์เหล่านี้ดู “ตอนเริ่มต้นอยากทำแค่เป็นการออกแบบตัวละครจากสิ่งที่อยู่ที่นี่ แต่ต่อมากลายเป็นเราไม่ได้มองแค่ตัวละครแล้ว เรามองว่า Factopia ของเราคืออะไร แล้วโลกเป็นยังไง แล้วเรากำลังทำอะไรกันอยู่ จากการทำงานกับคนข้างนอก ทำให้เรามีความรู้สึกเกี่ยวกับทุนนิยม ซึ่งเป็นในมุมของเรา คือถึงเราพยายามทำอะไรแปลกใหม่ แต่จริงๆ แล้วเราแปลกได้จริงมั้ย เพราะสุดท้ายเราก็ต้องเอาเงินออกไปซื้อข้าว เราก็อยู่ในระบบทุนนิยมอยู่ดี”

สุดท้ายความคิดทั้งหมดจึงกลั่นออกมาเป็นการเล่าเรื่องราวของระบอบทุนนิยมที่ครอบงำชีวิตคนผ่านการใช้ตัวละครจากสัตว์ต่างๆ เป็นตัวแทนของคนจากต่างชนชั้น ต่างบทบาท “เหมือนการเล่านิทานเรื่องหนึ่ง”

Capitalist Freedom

นิทรรศการ Capitalist Freedom มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่อย่างไร?

“เรื่องของทุนนิยมมันก็เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจและการเมืองที่มันรวมกันอย่างแยกไม่ขาด เพราะทุนนิยมก็พูดถึงเรื่องการผูกขาดทางการค้า แต่ส่วนตัวเรามองโลกในแง่ความเป็นจริงว่า จริงๆ ทุกตัวละครที่อยู่ในนั้นไม่ได้มีตัวไหนดีกว่าตัวไหนเลย ทุกตัวมีข้อดีข้อเสีย” นี่คือสิ่งที่คนเข้าใจผิดกันไปไกลว่านิทรรศการนี้มีมาเผื่อก่นด่าระบอบ แต่จริงๆ แล้วเธอแค่อยากแสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงในการรับรู้ของเธอเท่านั้น

“ตัวไก่ ที่เรียกกันว่าท่านผู้นำ จะมีความโลกสวย ในโหลแก้วก็จะมีภาพวิวสวยๆ มีกังหันลม มีอุดมการณ์จะทำนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วมันทำได้จริงมั้ย สุดท้ายผลผลิตที่ไก่ทำก็จะถูกส่งออกไปในระบบทุนนิยมข้างนอกอยู่ดี เหมือนอย่างเราที่นี่ สุดท้ายเราก็ต้องทำงานเชิงพาณิชย์ด้วย งานที่ไม่ได้ทำจากความหลงใหล เพราะเรามีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย”

“นายทุนในนิทรรศการคือก๊อตซิลล่า ที่เราตั้งชื่อว่า Silver and Gold เป็นคนที่ควบคุมระบบทั้งหมด เราทำตัวงานเป็นรูปเงาของก๊อตซิลล่า เกิดจากตัวเงินตัวทองที่กินเยอะจนตัวโต เปรียบเหมือนการผูกขาดระบบทั้งหมด ในสันหลังก็จะมีการเกษตร อุตสาหกรรม โรงงานแปรรูป ไปจนถึงห้างใหญ่ๆ เป็นคนที่กลืนกินทั้งระบบ”

Capitalist Freedom

“ตัวหมู เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในสันหลังก๊อตซิลล่า อยู่ในระบบของเขา ทำงานไปเรื่อยๆ เป็นพนักงานที่ทำงาน 9 โมง ถึง 5 โมงเย็น จะมีคำว่า ‘Eating is freedom’ ที่เห็นในงาน สื่อถึงพนักงานทั่วไปที่เลิกงาน วางงานทิ้ง ได้ไปกินชาบูก็แฮปปี้ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำงานให้นายทุนใหญ่ แต่ส่วนตัวมองว่ามันก็ดี ชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมาก ตื่นมาทำงาน เลิกงานไปกินข้าว มีเงินใช้ ไม่เดือดร้อน”

สิ่งที่คุณฐิติรัตน์พยายามจะสื่อคือการเล่าให้เห็นข้อดีข้อเสียของการเป็นแต่ละตัว “หลังเลิกงานหมูก็แฮปปี้แล้ว แต่ก๊อดซิลล่าที่เป็นนายทุนนี่ทำงาน 24 ชั่วโมงนะ เราไม่ได้ตัดสินตัวไหน ไม่ได้ด่านายทุน แค่เล่าเกี่ยวกับระบบนี้ให้ฟัง”

เธอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “จริงๆ สมมุติถ้าเราเป็นนายทุน เจ้าของธุรกิจ เราก็คงจะพยายามทำให้ธุรกิจเราครอบคลุมและอยู่รอดเหมือนกัน” คำพูดของเธอทำให้เราฉุกคิดว่าจริงๆ แล้วถ้าเรามีโอกาสเป็นนายทุน เป็นก๊อตซิลล่า เราจะไม่ทำเพื่อความมั่นคงของตัวเองจริงๆ เหรอ “ถ้าทำได้ไม่ผิดกฎหมายเราก็คงทำ เรามองตามความเป็นจริง มันเกิดจากโครงสร้างระบบ ถ้าเราไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาด เราก็ต้องมีระบบที่ทำให้เกิดการคานอำนาจ”

Capitalist Freedom

ชื่อนิทรรศการ Animal Farm มีความเกี่ยวข้องกับหนังสือชื่อดัง Animal Farm หรือไม่?

เนื่องจากชื่อนิทรรศการ Animal Farm ดันไปคล้ายคลึงกับชื่อหนังสือทางการเมืองที่กำลังโด่งดัง จึงทำให้คนที่เข้ามาดูงานตัดสินไปว่ามันต้องเกี่ยวข้อง และต้องเป็นการเมืองจ๋าแน่ๆ “จริงๆ ตัวคอนเซ็ปต์มันตรงข้ามกันเลย” คุณฐิติรัตน์ตอบ “จริงๆ ชื่อนิทรรศการมันถูกตั้งขึ้นมาก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะดังในประเทศไทย ที่ตั้งใจว่าให้ชื่อ Animal Farm เพราะอยากให้ชื่อมันง่ายๆ คนจำง่ายๆ แต่พอหนังสือมันเป็นกระแสขึ้นมา ตอนนั้นเราเกือบจะเปลี่ยนชื่อแล้ว”

“แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่ใช้ชื่อนี้ เพราะมันทำให้คนตัดสินไปแล้วก่อนเข้ามาดูงาน มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันขนาดนั้น มีหลายคนเข้าใจผิดไปเยอะว่าเราทำมาเพื่อด่าระบบ แต่เราแค่มาเล่า เพราะฉะนั้นถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะเปลี่ยนชื่อ เพราะชื่อมันเป็นตัวชี้นำความคิดเลย”

Animal Farm

จากการทำนิทรรศการทำให้ได้คำตอบสำหรับคำถามเรื่องความแตกต่างเรื่องทัศนคติของคนที่มองฟาร์มไก่เป็นเรื่องปกติ และมองว่าฟาร์มจระเข้เป็นเรื่องโหดร้ายอย่างไร?

“โดยส่วนตัวคิดว่ามันเกิดจากการที่คนเราชอบเอาตัวเองเป็นไม้บรรทัดวัด” คุณฐิติรัตน์กล่าว “ถ้าเราเป็นมังสวิรัติ เห็นคนที่กินเนื้อสัตว์ เราก็จะคิดว่านั้นโหดร้าย ถ้าเรากินเนื้อหมูไก่ เราเห็นคนกินเนื้อหมา เราก็จะมองว่าคนกินเนื้อหมาโหดร้าย” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฟาร์มไก่จึงดูธรรมดา ในขณะที่ฟาร์มจระเข้ดูโหดร้าย เพราะมันเป็นการตัดสินที่เกิดจากชุดความคิดของคนที่ไม่คุ้นเคยกับการบริโภคจระเข้

“ทุกคนใช้ไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดทุกอย่าง การทำฟาร์มจระเข้ของไทยมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับฟาร์มประเภทอื่น สุดท้ายมันก็คือ Animal Farm มันไม่ต่างกันเลย”

“คนเราอย่าใช้ไม้บรรทัดตัวเองไปวัดคนอื่น เหมือนกับเรื่องมุมมองที่มีต่อนายทุน ถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งนั้น เราจะทำอย่างไร ถ้าจะหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มแรกคือขอให้อย่าใช้ไม้บรรทัดตัวเองวัดและตีตราทุกอย่างบนโลก” เธอกล่าวเสริม

Animal Farm

คิดว่ามีความแตกต่างระหว่างการรับรู้ใจความสำคัญของนิทรรศการระหว่างผู้ชมชาวไทยและต่างชาติหรือไม่?

“คิดว่าแตกต่าง” คุณฐิติรัตน์ตอบคำถามนี้โดยเล่าให้เราฟังจากการสังเกตของเธอตลอดการจัดแสดงงานว่า พฤติกรรมของคนไทยมักจะมาดูงานเพื่อมาเดินชมเพลินๆ หรือเน้นถ่ายรูปเก็บกลับไป ไม่ได้ทุ่มเวลากับการศึกษางานมากนัก ในขณะที่ชาวต่างชาตินั้นจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษางานมากกว่า “คือมันไม่ได้ผิดนะ เพราะแต่ละประเทศ แต่ละเชื้อชาติมันมีรากไม่เหมือนกัน ต่างชาติเขาเติบโตมาด้วยการไปเดินพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องธรรมดา แต่คนไทยเราไปเดินห้าง เราไกลจากศิลปะ ยิ่งยุคนี้เป็นยุคแห่ง Instagram เน้นโพสต์รูป ทำให้เราไม่ได้มีเวลาให้ดูงานจริงๆ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าต่างชาติน่าจะได้สิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากกว่า”

ในยุคที่ทุกอย่างไปฉาบฉวย มาเร็วไปเร็ว อะไรที่ดึงความสนใจได้มากกว่าจะชนะ ทำให้ศิลปินก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแส “ต้องช่วยกันทั้งคู่ เหมือนครูให้อ่านหนังสือน่าเบื่อมาก มีตัวหนังสือล้วนๆ ก็เป็นการขอมากไป”

“เราคิดเผื่อเรื่องนี้ เราพยายามทำให้มันย่อยง่าย มีแอนิเมชั่นแค่ 40 วินาที ตัวงานเราสามารถเข้าไปเล่นไปสัมผัสได้ เราพยายามคิดให้มันเข้ากับกระแสแล้ว ซึ่งมันก็ดี ก็ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ ให้เขาสนุก”

คุณฐิติรัตน์อธิบายเสริมว่าสาเหตุที่งานแต่ละงานไม่ได้รับการจดจ่อหรือสื่อสารใจความสำคัญได้มากเพราะรูปแบบของงาน Bangkok Design Week เป็นงานใหญ่ มีนิทรรศการจำนวนมาก ผู้เข้าชมจึงให้เวลากับแต่ละงานได้น้อย แต่ในขณะเดียวกันเธอก็เน้นย้ำว่ายังคงเสียดายนิทรรศการที่เนื้อหาดี เป็นงานที่เกิดจากการความตั้งใจของศิลปิน แต่ไม่มีเวลาให้ผู้เข้าชมจดจ่อมากพอ

Animal Farm

กระบวนการทำเป็นอย่างไร มีอุปสรรคปัญหามั้ย?

เธอเล่าให้เราฟังว่ากว่างานแต่ละงานจะออกมาเป็นชิ้นงานได้นั้น มีอุปสรรคมากมาย ทั้งในเรื่องวัสดุ และกระบวนการทำ แต่ในส่วนที่ยากที่สุดกลับเป็นเรื่องของการตกตะกอนความคิด “กว่าจะกลั่นกรองเรื่องทั้งหมดว่าตัวละครแต่ละตัวคือใคร ท่านผู้นำเป็นยังไง แล้วก๊อตซิลล่าคืออะไร หมูเป็นใคร จนสรุปออกมาเป็นงาน มันหนึ่งปีเต็มนะ เราก็ต้องทำแล้ววันรุ่งขึ้นมาดู ที่เราคิดว่าเป็น best idea เมื่อวานมัน best จริงรึเปล่า? (หัวเราะ) ต้องมีการรอตกตะกอน เพราะฉะนั้นระยะเวลามันไม่แค่ ทำงาน 9 โมงถึง 5 โมงทุกวันหนึ่งปี แต่มันอยู่ในหัวเราตลอดเป็นปี”

รับชมวิดีโอ Capitalist Freedom ได้ที่ :https://www.tithi.info/capitalist-freedom

Website:

http://www.tithi.info/

http://www.factopia.info/

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles