Arts & Culture

Dansai Chef’s Table Project: Local cuisine meets contemporary culture

Chef Note-Atip Samosorn creates a 16-course meal that represents the rich culture of Dansai.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Thailand’s total area of 513,120 km² consists of diverse cultures beyond regions and provinces. There is cultural diversity within districts and villages, generated from centuries of colonisation and relocation, creating unique cultures in each area.

The Dansai district in Loei province is one of the areas in Thailand with a rich and diverse culture. “It is not that northeastern but not that northern either,” said Siree (Wan) Riewpaiboon the curator of Tai Dan Pa Laeng, Dansai Chef’s Table project. Even though Dansai is located within the Loei province, the northeast of Thailand, it used to be a part of Phitsanulok, a northern province. As a result, its culture is a mixture of the northern, northeastern, and a little bit of Laos’. This rich combination can be experienced through its food culture known as ‘Krua Tai Dan’.

Tai Dan Pa Laeng is a chef’s table project presenting Dansai’s rich food culture in the contemporary interpretation of the 16-course menus by Chef Note-Atip Samosorn. Chef Note will pick the signature method and ingredients representing Dansai’s lifestyle and spirit to create menus that take diners on a virtual journey to Dansai together.

“Chef Note is the right choice for this project,” Siree told us. “He has a deep interest in local ingredients, and he loves to deconstruct them. He pays full attention to the stories behind [local ingredients] and tries to convey the sense of each place via his creation.” 

เชฟโน้ต-อธิป สโมสร

We asked Chef Note what sparked his interest in local ingredients. “It was travelling,” he answered. He got a chance to experience different local cultures directly when he travelled around Thailand. 

His restaurants are exceptional. He used to run a vegetarian restaurant even though he wasn’t one. He also opened a Vietnamese restaurant and used only local and organic ingredients for the dishes. He told us that the challenge of being a chef is that he has to adapt his food to people’s diverse tastes.

“The taste structure of people in each region is different. If we have to serve Northern food to Southern people, we can’t make it authentic Northern. We have to adapt it to the Southern tastebuds,” said Chef Note. “At first, I tried very hard to satisfy every taste. Then, I realised that it was a waste of time. We need to keep our identity. If the chef doesn’t like his food, who will?”

Due to the Covid-19 pandemic, Chef Note could not do any on-site research for the Tai Dan Pa Leang project. It seemed like a problem at first until it became a creative opportunity. “[Chef Note] saw himself as a person from the future who would have to imagine what Dansai food culture is like based on pieces of evidence,” Siree said.

During the research, Chef Note and the team found an interesting local ingredient, which is the essence of Dansai food. Nam Pak Sa thon (plant-based fermented sauce) is used as a flavouring in many Dansai dishes. Chef Note told us that the water is not that delicious on its own but when used with other ingredients, it creates wonderful combinations. 

‘Dansai Terrine with Jaew Dum’ was one of the menus that the team proudly presented. The fresh and icy terrine with a taste of green herbs reminded me of the feeling I got when I first visited Dansai. The grass odour and the cool air after a rain,” Siree said. Chef Note chose the dessert as his favourite: Sticky rice covered with sesame, stuffed with macadamia and cocoa caramel sauce. “It tastes so good that someone said they could have cried after tasting it,” he said. 

The full-course meal is available to people residing in Bangkok at 1,600 baht. They are also invited to join the dinner party online session where Chef Note will tell stories behind each creation. The meal will be delivered on 15 August, and the session will be hosted on the same day at 4 PM (Bangkok time) via Zoom. The revenue will be donated to ‘Khon Dansai Mai Ting Gun Fund’ (meaning that Dansai people don’t leave anyone behind), which was established for people in need in Dansai. 

If you are not in Thailand but wish to embark on the virtual journey to Dansai together, feel free to register to observe the session at: https://forms.gle/Ry1jiqC8K1LeCSVh8 

Tai Dan Pa Leang or Dansai Chef’s Table is part of Loei Art Fes (Low Fat Art Fes Volume 4), which aims to generate collaborations between contemporary art and local culture to create a sustainable creative society in Loei. Initially, the festival was meant to be a space for collaboration between artists from different fields. Since the third edition, it has been expanded with collaborations between people within the artistic field and outside to generate conversations between different groups.

อำเภอด่านซ้าย

ในประเทศที่มีขนาดพื้นที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร ไม่ใหญ่มากนัก และถือว่าใหญ่อยู่ที่อันดับที่ 50 ของโลกอย่างประเทศไทยนั้น ประกอบด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่แค่หลากหลายในระดับภาค หรือจังหวัด แต่หลากหลายถึงหน่วยที่เล็กที่สุดในระดับอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้านเลยทีเดียว วัฒนธรรมที่หลากหลายเกิดจากการเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนานของการอพยพ ตั้งรกรากใหม่ ควบรวมดินแดน ถ่ายทอดภูมิปัญญา สถานที่หนึ่งอาจมีคนที่มีประวัติศาสตร์ทางเชื้อชาติและถิ่นฐานที่ติดตัวมา มาเจอกับคนที่มีความทรงจำเฉพาะตัวอีกคน และหล่อหลอมรวมขึ้นเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน 

อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ก็เป็นอีกอำเภอหนึ่งที่มีความรุ่มรวยแหละหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่มาผสมผสานกันผ่านกาลเวลาอันยาวนานและประกอบสร้างเป็นวัฒนธรรมเฉพาะตัวของอำเภอด่านซ้าย “จะว่าเหนือก็ไม่ใช่ จะอีสานก็ไม่เชิง” คุณว่าน-สิรี ริ้วไพบูลย์ หนึ่งในภัณฑารักษ์ของกิจกรรม ‘ไทด่านพาแลง สำรับถิ่นในจินตนาการ’  หนึ่งในคนที่จะมาพูดคุยกับเราในวันนี้อธิบายแกมหัวเราะ

“คนด่านซ้ายเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นอีสานร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเหนือ ลาวผสมกัน ด่านซ้ายอยู่ทางตะวันตกสุด จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเลย เคยอยู่ในพิษณุโลก ด่านซ้ายเป็นดินแดนที่มีการเจรจากันระหว่างฝรั่งเศส อยู่ใกล้ชายแดนไทยลาว เอกลักษณ์ของด่านซ้ายสร้างมาด้วยคนที่เข้ามาเพื่อสร้างพระธาตุศรีสองรัก เป็นดินแดนพันธสัญญาไทยลาว พี่น้องไทยลาว”

คุณว่าน-สิรี ริ้วไพบูลย์

กิจกรรมไทด่านพาแลง สำรับถิ่นในจินตนาการ เป็นหนึ่งในกิจกรรมของเทศกาลศิลปะ Loei Art Fes ที่กำลังจะจัดขึ้นที่จังหวัดเลย มีเป้าหมายหลักในการพาศิลปะร่วมสมัยเข้าไปพบปะสร้างสรรค์กับคนในพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน กิจกรรมไทด่านพาแลงเป็นกิจกรรมเชฟเทเบิ้ล ที่ได้เชฟโน้ต-อธิป สโมสร เชฟผู้โด่งดังเรื่องการ ‘เล่น’ กับวัตถุดิบพื้นถิ่น นำมาขยับปรับจับผสมให้เป็นอาหารแบบฟิวชั่น เชื่อมโยงจิตวิญญาณของวัฒนธรรมอาหารด่านซ้าย เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในแบบศิลปะร่วมสมัย 

โดยในกิจกรรมครั้งนี้เชฟโน้ตจะหยิบเอากรรมวิธีและวัตถุดิบพื้นถิ่นของ ‘ครัวไทด่าน’ ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกของวัฒนธรรมอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านอำเภอด่านซ้าย มาปรับรูปแบบให้เป็นอาหารร่วมสมัย นำเสนอในรูปแบบเชฟเทเบิ้ล จำนวนทั้งหมด 16 เมนูแบบฟูลล์คอร์ส เพื่อให้ผู้ลิ้มลองได้สัมผัสเรื่องราวและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยที่แฝงอยู่ในอาหารแบบด่านซ้าย เปิดประสาทสัมผัส และเปิดจินตนาการ ด้วยเมนูที่ผ่านการตีความมาเป็นอย่างดีของเชฟโน้ต ในราคาคอร์สละ 1,600 บาท 

โดยรูปแบบกิจกรรมจะเป็นการส่งอาหารแช่แข็งไปที่บ้าน ให้ทุกคนอุ่นรับประทาน และร่วมเข้าฟังการบรรยายเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของเชฟโน้ตเคล้าคลอไปกับอาหารมื้อพิเศษ ทางเซสชันออนไลน์ในวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 16.00-18.00 โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้แก่กองทุนคนด่านซ้ายไม่ทิ้งกัน และแม้จำนวนชุดอาหารจะมีจำนวนจำกัด แต่ทางผู้จัดนั้นเปิดโอกาสให้ทุกคนลงทะเบียนไปรับชมกิจกรรมครั้งนี้กันได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่จำกัดจำนวน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสกับวัฒนธรรมครัวไทด่านให้ได้มากที่สุด

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม สั่งจองอาหาร หรือลงทะเบียนเป็นผู้รับชมได้ที่ https://forms.gle/Ry1jiqC8K1LeCSVh8 

เชฟโน้ตทดลองสูตร

รู้จักเชฟโน้ต-อธิป สโมสร

เชฟโน้ต-อธิป สโมสร มีชื่อเสียงในด้านร้านอาหารที่มีรูปแบบที่โดดเด่นหลากหลายร้าน อาทิ ร้านอาหารมังสวิรัติที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตัวเขาเองนั้นไม่ได้เป็นมังสวิรัติ หรือร้านอาหารเวียดนามที่เน้นวัตถุดิบพื้นบ้านและวัตถุดิบอินทรีย์ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช ในโปรเจ็กต์นี้ก็เช่นกัน เป็นการหยิบจับกรรมวิธีและวัตถุดิบพื้นถิ่นมาสร้างสรรค์อีกครั้ง คำถามแรกที่เราเริ่มบทสนทนากับเชฟโน้ตคือ “เพราะอะไรเขาถึงเริ่มสนใจและเล่นกับวัตถุดิบพื้นถิ่น”

“การเดินทาง” นี่คือคำตอบของเชฟโน้ต “เราเป็นคนกรุงเทพ ตั้งแต่เด็กก็กินแต่ผักที่หาซื้อง่ายในตลาด วัชพืชหน้าบ้านไม่ค่อยรู้จัก จังหวะที่เราไปทำงานต่างจังหวัดก็มีโอกาสกินข้าวกับชาวบ้าน เลยเริ่มสนใจมากขึ้น”

ทุกครั้งที่เขาไปเปิดร้านอาหารตามที่ต่าง ๆ นั้น ก็เกิดจากการที่เขามองเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะจะเปิดร้านอาหารประเภทไหน แล้วจึงนำมาบาลานซ์กับความต้องการของเขาว่าเขาเองอยากทำอาหารประเภทไหน

“ เราไปเปิดร้านอาหารที่เชียงใหม่ ลูกค้าเป็นฝรั่งทั้งร้าน การทำอาหารให้ฝรั่งไม่เหมือนทำอาหารให้คนไทย โครงสร้างอาหารต่างประเทศไม่เหมือนโครงสร้างอาหารไทย ก็เลยทำให้เราต้องศึกษาเรื่องโครงสร้างพวกนี้ค่อนข้างเยอะ ภาคเหนือโครงสร้างอาหารก็ต่างจากภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก ต่างจากภาคกลาง จริง ๆ การทำอาหารที่ให้คนแต่ละพื้นที่กินมันต้องทำไม่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าทำอาหารเหนือให้คนใต้กิน ก็ต้องไม่ทำอาหารแบบคนเหนือ ก็เป็นโจทย์ในแต่ละครั้งมากกว่าว่าตอนนี้เราทำอาหารให้กินอยู่ เราก็ต้องลองวิเคราะห์ว่าเราต้องทำรสชาติประมาณไหน” 

“ภาคที่ท้าทายที่สุด เราว่าน่าจะเป็นของชาติพันธุ์ อาหารของชาติพันธุ์มีข้อจำกัดในพื้นที่และมีวัตถุดิบที่ต่างกันไป เช่น มีเกลืออย่างเดียว ถ้าให้คนเมืองกินอาหารที่ปรุงด้วยเกลืออย่างเดียว มันเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก ๆ ก็เลยคิดว่าข้อจำกัดทางพื้นที่ของคนในพื้นที่เป็นความท้าทายในด้านศิลปะการทำอาหาร”

เชฟโน้ตพูดถึงความท้าทายในการเปิดร้านอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งตัวเชฟเองก็ต้องปรับตัวอย่างลื่นไหลเพื่อดัดแปลงรสชาติที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ แต่ก็ต้องถูกปากกลุ่มลูกค้าในพื้นที่เหล่านั้นเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายสิ่งที่เราก็ต้องกลับมาขบคิดอย่างหนักคือ การปรับอาหารให้ถูกปากความอร่อยของคน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเชิงปัจเจกมากนั้น อาจทำให้เราสูญเสียตัวตนไปหรือไม่?

“ตอนแรกเราทำแล้วเราก็ไปวิ่งตามรสนิยมเขา จนสุดท้ายเราก็คิดว่าเออ เราก็ทำตามที่เราอยากทำดีกว่า มันเป็นเรื่องที่เสียเวลาที่ต้องไปวิ่งตาม เราคิดว่าโจทย์ที่ใหญ่สุดคือถ้าตัวเราไม่ชอบมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะถ้าสุดท้ายตัวเราเองยังไม่ชอบก็เสียเวลาที่จะไปนั่งบอกคนอื่นว่าเราทำไปเพราะอะไร” 

คุณว่าน ภัณฑารักษ์ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเชฟโน้ต ได้เปรียบเทียบให้เราฟังว่าการทำอาหารของเชฟโน้ตนั้นเรียกได้ว่าเป็นคุณลักษณะของการสร้างงานศิลปะ “ความอร่อยไม่อร่อยมันเป็นเหมือนรสนิยมศิลปะของคน แต่ในแง่หนึ่ง ตัวพี่โน้ตที่เป็นคนทำก็ต้องจะรู้สึกว่านี่คือ aesthetic เรา แต่ว่าในแต่ละเมนูที่เขาทำออกไปก็ยังคงเหมือนงานศิลปะที่ยังต้องนึกถึงคนดูว่าเราสื่อสารอะไรออกไป” 

สุดท้ายแล้วแม้ศิลปินยังคงพยายามอย่างหนักที่จะสื่อสารกับผู้คน แต่ก็ต้องไม่หนักจนสูญเสียตัวตน หากศิลปินไม่ชอบงานของตัวเองแล้ว ใครกันจะชอบ

ยายใจ ณ บ้านโพนสูง อำเภอด่านซ้าย หนึ่งในผู้แบ่งปันสูตรแจ่วขี้เหล้า และวัตถุดิบอันโอชะมากมาย

ครัวไทด่าน’ วัฒนธรรมการกินอาหารแบบเฉพาะตัวของชาวด่านซ้าย

เป้าหมายของ Loei Art Fes นั้นคือการเชื่อมโยงจิตวิญญาณระหว่างศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมของพื้นที่ด่านซ้าย โดยเลือกประเด็นการเชื่อมโยงผ่านสี่แขนงด้วยกัน ได้แก่ อาหาร วัสดุ ประเพณีวัฒนธธรรม และผ่านความฝันและการเติบโตของเด็ก ๆ ที่ด่านซ้าย ซึ่งเทศกาลในครั้งนี้ได้พาร์ทเนอร์หลักคือ สำนักงานเศรษฐกิจเพื่อการสร้างสรรค์ (CEA)

เหตุผลที่อำเภอด่านซ้ายได้รับเลือกในกิจกรรมครั้งนี้ เนื่องจากความรุ่มรวยและหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังที่คุณว่านอธิบายไปตอนต้นว่าอาหารแบบครัวไทด่านนั้นมีความเป็น “อีสานก็ไม่ใช่เหนือก็ไม่เชิง” นอกจากนี้เอกลักษณ์อีกอย่างของครัวไทด่านนั้นเกิดจากภูมิประเทศที่อยู่บริเวณหุบเขา ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านต้องเน้นอาหารเป็นพืชผัก หรือถ้าให้พูดกันแบบคนรุ่นใหม่ก็คงต้องเรียกว่าเป็น ‘Plant-based’ 

“มีเครื่องปรุงอย่างหนึ่งที่เป็นภูมิปัญญาของครัวไทด่าน เขาเรียกว่าน้ำผักสะทอน จะคล้าย ๆ น้ำหมัก อารมณ์เหมือนแบบคล้ายซีอิ๊ว แต่คนด่านซ้ายจะใช้แทนน้ำปลาร้า ก็จะได้รสน้ำหมักแบบนึงที่นำมาประกอบในการทำอาหาร อันนี้คือสิ่งที่ทำให้เขามีเอกลักษณ์ขึ้นมา เช่น ส้มตำปลาร้าของด่านซ้ายเขาไม่ใช้น้ำปลาร้า ใช้น้ำผักสะทอน ไม่ใช้น้ำปลาใช้เกลือแทน อะไรงี้ค่ะ มันจะมีภูมิปัญญาการปรุงบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับอำเภอนี้ มันเลยทำให้เกิดเป็น วิถีการกินที่ค่อนข้างดีต่อสุขภาพ” คุณว่านเล่าถึงวัฒนธรรมอาหารของด่านซ้าย

วัตถุดิบชูโรงของความเป็นครัวไทด่านนั้นคือ ‘น้ำผักสะทอน’ น้ำปลาร้าแบบ Plant-based ที่เป็นส่วนประกอบหลักของหลากหลายเมนู แม้เชฟโน้ตจะบอกเราอย่างตรงไปตรงมาว่า กินเดี่ยว ๆ นั้นไม่ถูกปากเขาเท่าไร แต่เมื่อนำไปปรุงอาหารตามกรรมวิธีที่เป็นภูมิปัญญาของครัวไทด่านแล้วนั้น อร่อยอย่างเหลือเชื่อ

“เราคิดว่ามันเป็นโจทย์ของทุกพื้นที่อยู่แล้ว อย่างภาคเหนือมีถั่วเน่าแผ่น ซึ่งเป็นของที่ไม่อร่อยที่สุดอย่างหนึ่งของไทย ทั้งคนเหนือทั้งคนด่านซ้ายเขารู้วิธีที่เอามันมาใช้ เลยไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาว่ามันจะทำไงให้อร่อย มาใช้ยังไง เพราะเขาก็หาวิธีมาให้เราตั้งแต่ต้น เราก็ดูเส้นทางที่เขาปูให้แล้วก็ลองประยุกต์ดู”

เมื่ออยากจะนำเอกลักษณ์วัฒนธรรมอาหารมาผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัยนั้น ก็ต้องใช้คนที่กล้า ‘เล่นซน’ ปรุงแต่งผสมผสานอาหารและเล่าเรื่องราวได้อย่างมีเอกลักษณ์

“ตัวพี่โน้ตเขาก็เป็นคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับอาหารของภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ใช่แค่สนใจอย่างเดียว คือเชฟโน้ตนี่เค้าก็จะค่อนข้างศึกษาค้นคว้าถึงแก่นเลยแล้วก็จะนำมาถอดร่างประกอบใหม่ ให้มันเป็นแบบร่วมสมัยตามลายเซ็นของเขา เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันน่าสนใจมาก และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ทุก ๆ ครั้งที่เชฟโน้ตประกอบอาหาร เขามักจะสนใจเรื่องเล่าของอาหารตลอดเวลา ไม่ว่าวัตถุดิบนั้นจะมาจากที่ไหนอย่างไร หรือว่าวัฒนธรรมการกินอาหารชิ้นนั้น ๆ เราเลยรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมมาก ๆ ที่จะมาหยิบยืมเลนส์ของเชฟโน้ตในการตีความอาหารครัวไทด่าน และวัฒนธรรมการกินของคนด่านซ้ายจริง ๆ”

ในตอนต้นนั้น รูปแบบของกิจกรรมมีแผนที่จะจัดแบบให้คนมาร่วมทานอาหารแบบเชฟเทบิ้ลด้วยกันจริง ๆ รวมถึงตัวเชฟโน้ตเองก็จะได้ลงไปค้นคว้าหาข้อมูลในพื้นที่จริง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของด่านซ้ายออกมาอย่างลึกซึ้ง แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแผนใหม่ จะเป็นการให้พรีออร์เดอร์อาหารแบบแช่แข็ง และเข้าร่วมประชุมออนไลน์ อุ่นอาหาร ปรุงเมนูง่าย ๆ ไปพร้อม ๆ กัน แม้จะนั่งรับประทานที่บ้านก็ยังได้ฟังเรื่องเล่า และแง่มุมที่น่าสนใจเบื้องหลังแต่ละจาน ที่ตีความอย่างสร้างสรรค์ผ่านสไตล์ในแบบเชฟโน้ต 

ในส่วนของการค้นคว้าข้อมูลนั้น เป็นการเน้นสัมภาษณ์คนท้องถิ่นทางไกล อ่านงานวิจัยและบันทึกทางประวัติศาสตร์แทนการลงพื้นที่จริง แม้จะฟังดูน่าเสียดายแต่ก็เป็นการเพิ่มความท้าทายให้เชฟโน้ตไม่น้อยเลยทีเดียว

“พี่โน้ตเปรียบเปรยว่าเหมือนกับเขามาจากโลกอนาคต และไปเจอหลักฐานทางประวัติศาสตร์อะไรบางอย่าง ทำให้เขาจินตนาการว่าพื้นที่ด่านซ้ายมันเป็นไงกันนะ ก็จะจับนู่นผสมนี่ฟิวชั่นออกมา เล่าเป็นเรื่องราวใน 16 เมนู” คุณว่านเล่าอย่างน่าสนใจ

Chef & Curator’s favorites

เพื่อเป็นการเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นให้ผู้อ่านทุก ๆ คน เราจึงขอให้เชฟโน้ตลองบอกใบ้เกี่ยวกับเมนูสักเมนูหนึ่งจากทั้ง 16 เมนู รวมถึงให้ทั้งเชฟโน้ตและคุณว่านเลือกเมนูโปรดมาคนละหนึ่งจาน เพื่อเป็นการสุมไฟความอยากรู้อยากเห็นให้ผู้อ่านทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากอยากสัมผัสประสบการณ์จริง เปิดโลกจินตนาการ เราแนะนำให้ไปลองพรีออเดอร์ หรือลงทะเบียนเข้าชมกันดู เป็นประสบการณ์สักครั้งหนึ่งในชีวิต

“จะมีเมนูนึงเรียกว่า แจ่วขี้เหล้า หรือบางทีเรียกแค่ขี้เหล้าเลย เขาบอกว่าเป็นเมนูที่กินแล้วสดชื่นมาก ซึ่งเราก็มาประยุกต์ให้เป็นเหมือนซุป ในตัวก็จะมีน้ำผักสะทอนเป็นเบส เป็นเมนูผู้เฒ่า  ผู้เฒ่าในหมู่บ้านก็จะมานั่งรุมกินคุยมันจะมีความเย็นของความขมของใบบัวบก ขิง และความเผ็ดความแซ่บที่ทำให้สดชื่น มันตื่น เหมือนเวลาเราไปผับแล้วไปกินข้าวต้มหลังเลิก สดชื่นขึ้นมาหลังไปทำไร่ทำนาเหนื่อย ๆ เราก็มาทำให้มันมีน้ำมากขึ้น เป็นเมนู ซุปขี้เหล้า” คุณว่านเล่าขยายความถึงเมนูหนึ่งที่ตัวเชฟโน้ตเองก็มองว่าน่าสนใจมากในคอร์ส

ในส่วนของเมนูที่ชอบที่สุดนั้น เธอได้เลือกเมนู ‘ด่านซ้ายเทอร์รีน’ โดยคำที่คุณว่านใช้บรรยายความรู้สึกหลังจากได้ลิ้มลองเมนูนี้คือ ‘วาร์ป’ 

“คือเทอร์รีนที่เป็นอาหารฝรั่งเศสเราก็จะเสิร์ฟเย็น ๆ แล้วก็เป็นวุ้นเจลาติน ก็จะเป็นรสชาติสดชื่น ๆ เย็นๆ มีความเขียวของผัก มันเหมือนครั้งแรกที่เรามาด่านซ้ายเป็นหน้าฝน เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาทั้งหมดมันเย็นชอุ่มชุ่มฉ่ำ อาหารเมนูนี้มันทำให้เราระลึกถึงประสบการณ์ที่เรามาด่านซ้ายครั้งแรก ความเย็น ความเขียว อันนี้คือเมนูที่เราประทับใจ วาร์ปที่สุด ถ้าจะเอาตามคอนเซ็ปต์ที่ว่าอาหารเปิดจินตนาการ อันนี้มันเชื่อมโยงถึงความทรงจำและประสาทสัมผัสอื่น ๆ ได้ดี”

สำหรับเชฟโน้ตนั้นเขาเลือกเป็นเมนูขนมหวาน “เป็นข้าวแดกงา สอดไส้แมคคาเดเมีย ราดด้วยซอสโกโก้คาราเมล ทีมงานกินแล้วน้ำตาไหลเลย” เชฟโน้ตเล่าเคล้าด้วยเสียงหัวเราะ อาจไม่ได้น้ำตาไหลจริง ๆ แต่ก็เปรียบเปรยได้ว่าอร่อยจนน้ำตาไหล

เชฟบรรยายขนาดนี้แล้ว ไม่ลองก็อดไม่ไหวจริง ๆ 

ทีมงาน LAF

Loei Art Fes เทศกาลศิลปะแห่งการเชื่อมโยงจิตวิญญา

เทศกาล Loei Art Fes เทศกาลศิลปะที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมไทด่านพาแลงนี้ เป็นอีกเทศกาลที่ควรค่าแก่การเป็นที่รู้จักและควรไปเยี่ยมชมสักครั้งเป็นที่สุด

เทศกาลนี้เป็น Volume ที่ 4 ของเทศกาลศิลปะที่ชื่อว่า Low Fat Art Fes ซึ่งเดิมในครั้งที่ 1 และ 2 มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างศิลปินต่างศาสตร์ต่างสาย อยู่ภายใต้การดูแลของคุณวสุรัชต อุณาพรหม และต่อมาจึงส่งต่อให้คุณเวลา อมตธรรมชาติ

“เราเริ่มตั้งคำถามแล้วว่าทำไมศิลปะในประเทศนี้มันไม่ถูกสนับสนุน อาจจะเป็นเพราะศิลปะมันไม่ค่อยมีวาระที่มันจะให้แก่คนในพื้นที่อื่น ๆ นอกพื้นที่ศิลปะหรือแกลลอรี่ นอกหอศิลป์มากนัก มันเลยกลายเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มเฉพาะคน เราก็เลยลองทดสอบว่าถ้ามันเริ่มเอาไปให้คนข้างนอกบ้าง มันจะเป็นอย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของ Low Fat Art Fes Volume 3 ที่ไปจัดในพื้นที่ชุมชนฝั่งธนฯ”  คุณเวลา อมตธรรมชาติ ผู้จัดงานเทศกาลในครั้งนี้เล่า หลังจากได้รับการส่งต่อเทศกาลจากคุณวสุรัชตแล้ว เขาก็เริ่มขยายพื้นที่ออกไป

การเข้าไปของ Low Fat Art Fes นั้นทำให้เกิดความร่วมมือระหว่าง ‘คนใน’ และ ‘คนนอก’ ของวงการศิลปะ ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ร่วมในวงการศิลปะ ได้ก้าวเข้ามา สร้างการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลขึ้น

“เราเห็นว่าจังหวัดเลยเขามีความพร้อมหลายอย่าง หนึ่งคือต้นทุนทางวัฒนธรรมเขาค่อนข้างเยอะมาก เป็นจังหวัดที่พิเศษ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง” คุณเวลาพูดถึงเหตุผลในการเลือกจังหวัดเลยเพื่อจัดงานครั้งที่ 4 ซึ่งในเทศกาลครั้งนี้จะเน้นไปที่การจัดงานที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนแห่งความคิดสร้างสรรค์และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายภาคประชาชนของจังหวัดเลยอีกด้วย

“Loei Art Fes Volume 4 จึงเป็นการดึง Collaboration ขนาดใหญ่ ทั้งในส่วนของต่างประเทศและในส่วนของภาคประชาสังคมที่จังหวัดเลยเข้ามาทำงานร่วมกันในการแสดงความรุ่มรวยทางศิลปะและวัฒนธรรมของจังหวัดเลย แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมพื้นถิ่นดั้งเดิมที่หลากหลายสามารถยืนอยู่เคียงข้างความคิดและสุนทรียะแบบร่วมสมัยได้โดยเท่าเทียมกัน”

เนื่องด้วยผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การจัดงานบางส่วนนั้นต้องเปลี่ยนเป็นการจัดแบบออนไลน์ควบคู่ไปกับการเปิดให้ชมพื้นที่จริงสำหรับคนในพื้นที่เท่านั้น งานศิลปะจากภาคส่วนต่างประเทศนั้นก็จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้การส่งแบบดิจิทัลทรานสเฟอร์ ซึ่งในความโชคร้ายก็มีโชคดีที่ยิ่งใหญ่ คุณเวลาเล่าว่าการส่งงานศิลป์แบบดิจิทัลนั้น ก็จะได้เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือท้องถิ่นในจังหวัดเลย รับหน้าที่ที่สร้างสรรค์งานนั้น ๆ ให้ออกมาเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างศิลปินต่างชาติและศิลปินท้องถิ่น 

หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันและสนับสนุนงานเทศกาลครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ สามารถร่วมสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ https://www.lowfatartfes.com และ Facebook LAF – Loei Art Fes I LFAF 4

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]