Arts & Culture

Figure of Unknown Beauty: Art Brut and the Chance of Outsiders

Who exactly is an artist and why?

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Everything in the world has its own beauty.

The beauty of something may be ‘unknown’ but it doesn’t mean that it doesn’t exist.

The exhibition Figure of Unknown Beauty is the result of a collaboration between Thailand and Japan. It presents Art Brut works from 51 Thai and Japanese ‘outsider’ artists, including differently abled people, prisoners and those are not in the arts field — individuals whose artistic abilities are unknown and they’ve created art without having any background knowledge about the ‘right’ drawing techniques.

The extraordinary aspect of Art Brut is that it is not done by professional artists, so it has no frame, complex meaning or special technique. It is an expression of the emotions and primitive instincts of those who may never consider themselves artists.

To them, they weren’t doing artworks. It was just another activity that they enjoyed and through which they expressed themselves.

Art that reflects the prisoners’ guilt and nostalgia, perspectives from a driver who transports artworks to a gallery, what the peaceful Pattaya beach is like for a deaf person, and the watercolour piece by a child with autism who likes to lie on a huge sheet of paper and watercolour, and pretends to swim. They produced art with nothing but passion, compared with professional artists, some of whom treat art like a business.

This raises the questions: “What is art” and “Who is an artist?”

The exhibition will provide sincere aesthetics and encourage a more open-minded attitude towards outsiders. It also aims to help people realise that art is not complicated. Everyone, not just those who study art, can be an artist.

The exhibition is at Main Gallery on 8th Floor, BACC, Thailand, from 19 July to 3 November 2019.

ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้มีความงามที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในมุมมืดที่สุด ก็ยังมีความงามในแบบฉบับของตนที่รอการเปิดเผยต่อสาธารณชน หลายครั้งที่เรามองโลกในแง่มุมเดียว เมื่อพบด้านหนึ่งของสิ่งหนึ่งแล้วก็กลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อด้านอื่นๆ ของมัน เหมือนที่เรามักจะทำกับ “คนนอก”

นิทรรศการ ‘Figure of Unknown Beauty’ เป็นนิทรรศการที่จะช่วยให้เราเปิดมุมมองที่กว้างขึ้นต่อโลกใบนี้ ด้วยการนำงานศิลปะแนวอาร์ตบรูต (Art Brut) งานศิลปะของคนนอกกระแส อาทิ ผู้มีความต้องการพิเศษ และนักโทษ งานศิลปะชนิดนี้เป็นงานศิลปะที่ไร้ซึ่งเทคนิคในการวาดภาพที่ซับซ้อน หรือกรอบใดๆ แต่เป็นอิสระแห่งถ่ายทอดอารมณ์ จิตวิญญาณ และตัวตนที่ถ่องแท้ของกลุ่มคนที่สร้างงานศิลป์ขึ้นจากความต้องการและความชื่นชอบจริงๆ ให้เราเห็นอีกด้านของความสวยงามในแบบที่เราไม่เคยคาดคิด จนเราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า “ศิลปะคืออะไร และใครกันแน่คือศิลปิน?”

“กลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจไม่พิจารณาตนเองเฉกเช่นเดียวกับศิลปิน และไม่กล่าวอ้างผลงานเหล่านั้นว่าเป็นศิลปะ ตนเองเป็นศูนย์กลางหรือการใช้ระบบ สัญชาตญาณภายในเป็นสาระสำคัญในการพิจารณากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอาร์ตบรูต” – ฌอง ดูบุฟเฟต์ (ต้นกำเนิดของศิลปะอาร์ตบรูต)

นิทรรศการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยประกอบด้วยผลงานจากศิลปินอาร์ตบรูตกว่า 51 คน และงานศิลป์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และเซรามิก โดยทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ได้แก่ อ. สืบแสง วชิระบาล และคุณเซนะ คิโมโตะ จัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 3 พฤศจิกายน 2562

ศิลปินกว่า 51 คนนี้มีใครบ้าง และมารวมตัวกันได้อย่างไร?

โดยทั่วไปแล้ว ศิลปินอาร์ตบรูตคือศิลปินที่เป็นคนนอกกระแส อาทิ ผู้มีความต้องการพิเศษ และนักโทษ และนี่คือคนกลุ่มหลักของศิลปะชนิดนี้ นิทรรศการนี้เป็นการรวบรวมคนจากสถาบันต่างๆ เช่น เรือนจำพิเศษกรุงธนบุรี วิทยาลัยราชสุดา หรือศิลปินที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักอยู่แล้วในวงการนี้ เช่น พี่เข้ม คุณเสมอ และคุณแคทลียา

“กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำธนบุรี พวกเขาได้วาดภาพที่สะท้อนความคิด อารมณ์ ความทรงจำของพวกเขา เป็นการวาดได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น มีความสดและซื่อ อย่างภาพที่เขาวาดเล่าเรื่องตนเองออกไปเที่ยวเล่นทิ้งพ่อแม่ไว้ที่บ้าน หรือวาดภาพลูกที่เลือนรางเพราะติดในเรือนจำและไม่เคยพบหน้า เป็นภาพจำในอดีตของเขา”

อาจารย์สืบแสง แสงวชิระบาล ภัณฑารักษ์ชาวไทยกล่าวถึงลักษณะงานของคนแต่ละกลุ่ม

“หรืออย่างกลุ่มคนบกพร่องทางการได้ยินก็จะวาดทะเลพัทยาสะอาด สงบ มีความสุข ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่อลหม่านของทะเลพัทยา การที่เขาไม่ได้ยินเสียง สิ่งต่างๆ มันเลยเงียบไปหมด สงบไปหมด”

หากมองอย่างเผินๆ คำว่าคนนอกกระแสอาจหมายถึงคนที่อยู่นอกกระแสหลักของสังคม แต่ความพิเศษของความเป็นอาร์ตบรูตคือ ศิลปินอาร์ตบรูตนั้นรวมถึงคนที่อยู่นอกกระแสของวงการศิลปะด้วย ตรงนี้คือสิ่งที่น่าสนใจ เพราะคนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าอยู่ “ตรงกลาง” อย่างแท้จริง ตรงกลางระหว่างกลุ่มศิลปินกระแสหลัก และกลุ่มศิลปินผู้มีความต้องการพิเศษ เขาคือคนธรรมดาที่มีใจรักศิลปะ คือคนที่เราอาจมองข้ามไป เป็นอีกด้านที่เราอาจไม่ได้สังเกต ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยคิดว่าเขาจะ “ทำได้” แต่เราไม่เคยคิดว่าเขา “จะทำ” ต่างหาก

“โชค เป็นคนขับรถขนส่งงานศิลปะ คอยขับรถส่งงานจากบ้านศิลปินไปหอศิลป์ วันหนึ่งผมกำลังอยู่บนรถกับเขา เขาก็เปิดงานให้ผมดูบอกว่า ผมมีงานด้วยครับ โชคมีงานเต็มไปหมด เพราะในระหว่างที่เขาขับรถ เวลาว่างก็จะวาดรูปไปด้วย โชคจบการศึกษาป. 6 ไม่ได้เรียนศิลปะ งานของเขาจะมีความซื่อและในขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์สังคม บางอย่างก็มีวิธีการสื่อที่น่าสนใจแต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร”

อีกหนึ่งความน่าสนใจของนิทรรศการนี้คือภาพเขียนที่ดูเหมือนรหัสลับ แผงผัง หรือแผนที่อะไรสักอย่าง เราอาจจะเคยเห็นมันตามถนนใจกลางเมือง คงขบคิดสักพัก และปล่อยผ่านไป แต่สำหรับศิลปินผู้นี้ นี่คือสิ่งล้ำค่าที่เขาเชื่อว่าเขาเป็นผู้เดียวในโลกที่รู้ และเขาต้องปกป้องมันสุดชีวิต สิ่งนี้ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นอาร์ตบรูตว่านี่แหละ สิ่งที่เราเคยไม่ใยดีมันมีอีกด้านที่แสนล้ำค่าเสมอ

“พี่เสมอเป็นทหารเรือเก่า สูญเสียครอบครัว สภาวะจิตผิดเพี้ยน แกเชื่อว่าแกเป็นผู้รู้รหัสความลับของจักรวาลแห่งนี้ เราจะเห็นรหัสลับที่แกขีดเขียนไว้ตามพื้นถนน กำแพงแถวนานา งานของแกเป็นการสื่อสารความคิดบางอย่างในโลกของแกจริงๆ”

ศิลปะอาร์ตบรูตแตกต่างจากศิลปะแขนงอื่นๆ และมีความพิเศษอย่างไร? อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเห็นเสน่ห์ของศิลปะอาร์ตบรูต?

“อาร์ตบรูตมันคือความซื่อ”

นี่คือสิ่งที่อ. สืบแสงคอยเน้นย้ำเราอยู่ตลอดการชมนิทรรศการ

“มันมีความเรียบง่าย ไม่ต้องมีความคิดที่มันซับซ้อน ไม่ต้องมีเหตุผล มันทำขึ้นจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในโลกศิลปะ มันจึงมีความใกล้ชิดกับประชากรโลกกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้อยู่ในโลกศิลปะ”

การไม่ต้องมีเหตุผลนี้ เห็นได้ชัดมากจากงานของศิลปินชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เป็นภาพลวดลายสีน้ำบนกระดาษ หรือใบปลิวโฆษณาที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ศิลปินเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายที่ลึกซึ้งใดๆ ซ่อนอยู่เบื้องหลังงานของเขาเลย

“เขาแค่ชอบเทสีน้ำลงบนกระดาษและแหวกว่ายไปบนกระดาษ เขาแค่ชอบท่าทางแบบนี้”
“เขาตัดกระดาษทุกวัน เพราะเขาแค่ชอบเสียงและขั้นตอนของการตัดกระดาษ”
“เขาแค่ชอบ”

คุณเซนะกล่าว และนี่คือการทำงานศิลปะที่ซื่อตรง ไม่มีเหตุผล มีแค่ความหลงใหลที่แท้จริง

ความหลงใหลคือจุดกำเนิดของงานศิลป์ แต่น่าเศร้าที่บางครั้งเมื่อเราทำอะไรเป็นอาชีพแล้ว ความหลงใหลมักจะเลือนหายไป

อ. สืบแสงชี้ให้เราดูกองงานกองโตของพศิน เด็กที่รักในการวาดภาพ และวาดภาพทุกวัน จนมีงานกองโตที่แม้แต่ศิลปินมืออาชีพบางคนยังมีไม่เยอะขนาดนี้

“จะเห็นว่าลายเส้นของเขามันปราศจากความลังเลใจ ปราศจากความคิดใคร่ครวญ เป็นการสนุกเป็นการปลดปล่อยอย่างแท้จริง แสดงถึงอิสรภาพอย่างสมบูรณ์แบบ…
ในฐานะที่ผมทำงานศิลปะ ผมยังต้องกลับมานั่งทบทวนตัวเอง เพราะบางเรื่องผมซับซ้อนมากจนเกินไป และลืมความเป็นมนุษย์บางประการไป”

อีกหนึ่งความโดดเด่นของอาร์ตบรูตคือ การมองมุมต่าง ไม่ใช่แค่ต่างธรรมดาแต่เป็นความต่างในเชิงบวก

มื่อเดินไปได้สักครึ่งห้อง เราพบกับงานชิ้นหนึ่งของศิลปินชาวญี่ปุ่นที่ชวนให้ต้องหยุดมอง งานชิ้นนี้คือเซ็ทภาพถ่ายที่เรียงต่อกันจำนวนมาก เป็นภาพถ่ายของเศษอาหารที่เหลือ ที่ลูกผู้มีความต้องการพิเศษคอยเอาไปวางไว้ตามที่ต่างๆ และคุณแม่ผู้น่ารักก็ตามถ่ายเก็บไว้เป็นเวลาหลายปีจนกลายเป็นคอลเลกชั่นที่ดูแปลกตาและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

“ถ้าเราเป็นแม่เห็นลูกทิ้งเศษอาหารเลอะเทอะเราก็คงหงุดหงิด แต่คุณแม่คนนี้กลับไม่โกรธและยังเห็นว่ามันน่าสนใจจนต้องถ่ายเก็บไว้ นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก”

หรือเช่นเดียวกับศิลปินไทยคนหนึ่งที่หลงรักในรถขนส่งสาธารณะของไทยมาก ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วรถขนส่งเหล่านี้จะเป็นภาพแทนของความวุ่นวาย และมลภาวะ แต่เขากลับเห็นอีกด้านที่สวยงาม และหลงเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ของมันจนสร้างโมเดลของรถเมล์มากมายจากกระดาษแข็ง โดยมีรายละเอียดครบถ้วนถึงขั้นที่มีการเขียนคำว่า “อ้อมใหญ่-อนุสาวรีย์ชัยฯ” ไว้บนหน้าต่างรถเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีงานหลายชิ้นที่ประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ศิลปินทั้งไทยและญี่ปุ่นล้วนใช้วัสดุที่เราคาดไม่ถึงว่าจะสร้างงานศิลป์ได้ เช่น ขี้เลื่อย เทปกาว ลวดผูกห่อขนม แม้แต่วัสดุที่ใช้ก็ยังมีความเป็นสิ่งนอกกระแสแบบอาร์ตบรูต เป็นวัสดุที่คนมองข้าม ตลกร้ายที่งานเหล่านี้สามารถสื่อถึงแนวคิดหลักได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มประดิษฐ์ด้วยซ้ำ

อะไรคือสิ่งที่คาดหวังว่าคนจะได้รับจากนิทรรศการนี้?

“หลายๆ ท่านอาจจะได้รับความรู้สึกหลายๆ อย่างจากการดูงานนี้ บางคนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจ หวาดกลัว ต่อสิ่งที่ผลงานสื่อออกมา หรือมองว่างานมีลักษณะคล้ายคลึงกับอะไรบางอย่างในตัวเรา หวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทีทำให้ทุกคนตระหนักถึงผลงานในศิลปะแขนงนี้มากขึ้น”
คุณเซนะ กล่าว

“ในความซื่อตรงของงานนี้ ผมอยากให้ทุกคนดูงานได้อย่างผ่อนคลายและสนุกกับมัน ไม่จำเป็นต้องแสวงหาความลึกซึ้งหรือความหมายอะไร และอยากให้ทุกคนเชื่อว่าแนวคิดของการทำงานสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดไว้แค่จากการศึกษาศิลปะ จริงๆ มันอยู่รอบตัวคุณตลอดเวลา และคุณจะทำมันออกมาเมื่อไหร่ก็ได้”
อ.สืบแสง กล่าวปิดท้าย

คิดว่านิทรรศการนี้จะช่วยยกระดับสถานะทางสังคมของคนนอกกระแสเหล่านี้ให้ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร?

ในส่วนของญี่ปุ่นและประเทศแถบอเมริกา อาร์ตบรูตเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และกลุ่มคนนอกกระแสเหล่านี้ค่อนข้างมีสถานะที่ดีและเท่าเทียมอยู่แล้ว มีสถานสังคมสังเคราะห์ มีการผลักดันมากมาย แต่อาจารย์สืบแสงก็ได้กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของประเทศไทยว่า

“ผมทำงานกับผู้พิการมาก่อน การยกระดับสถานะในไทยเป็นไปอย่างเชื่องช้า กิจกรรมมีแบบชั่วคราว เกิดขึ้นและหายไป เราต้องการแรงกระตุ้นอื่นๆ บางคนก็มองว่าเราทำเพราะความสงสาร ผู้พิการเคยบอกผมว่า อย่ามาทำเพราะสงสาร การยกสถานะจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลในสังคมภาพรวมหันมามองว่ามันเป็นประเด็นที่ต้องผลักดัน นิทรรศการนี้จะเป็นความหวังหรือไม่ มันคือการบ้านที่เราต้องทำให้ได้ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะพัฒนาขึ้นได้ในอนาคต”

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับผศ. ดร. ปวิตร มหาสารินันทน์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เราจึงถือโอกาสถามความเห็นของท่านเกี่ยวกับนิทรรศการนี้ และความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการบริหารหอศิลป์ต่อไป


“ผมคิดว่าผู้เข้าชมจะได้รับทั้งแรงบันดาลใจและถูกกระตุ้นให้ตั้งคำถามว่า ท้ายที่สุดแล้วอะไรคือศิลปะ หรืออะไรที่ควรจะเรียกได้ว่างานศิลปะ และใครกันแน่คือศิลปิน จำเป็นต้องเป็นคนที่เรียนศิลปะมาเท่านั้นหรือ ผมคิดว่าศิลปะในสมัยนี้มันเป็นของคนทุกคน ไม่ใช่แค่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นิทรรศการนี้ไม่ใช่งานศิลป์ที่มีจุดประสงค์ทางศิลปะ แต่เป็นงานศิลป์ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากวิถีชีวิต”

ในส่วนของวิสัยทัศน์และแนวทางในการบริหารหอศิลป์ฯ ในภาวะที่เกิดปัญหาทางการเงินเช่นนี้ผศ. ดร. ปวิตรได้ให้ความเห็นไว้ว่า

“ในการบริหารและเลือกนิทรรศการมาจัดแสดงที่หอศิลป์นั้น ความหลากหลายคือสิ่งสำคัญ พวกเราต้องการให้หอศิลป์เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับสาธารณชน ดังนั้นเวลาเราเลือกที่จะจัดแสดงอะไร เราต้องมั่นใจว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อสาธารณชน ไม่ว่าผู้เข้าชมจะเป็นใครมาจากไหน เราอยากให้เขาสามารถเพลิดเพลินกับงานศิลป์ได้ทุกคน สำหรับศิลปินเองเราก็อยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสองอะไรใหม่ๆ ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน ลองทำงานร่วมกับศิลปินจากต่างสาขา

เราอยากเชื่อมศิลปะทุกแขนงเข้าหากัน และทำให้ศิลปะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกครั้ง

แต่เนื่องด้วยปัญหาทางการเงิน ที่หอศิลป์ไม่ได้รับเงินอดหนุนจากรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2017 และอย่างเร็วที่สุดคงไม่ได้ไปจนถึงปี 2020 เราอยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุนจากภายนอก เราจึงอาจไม่ได้ทำทุกอย่างตามที่คาดหวังไว้ เพราะเราต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด และต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้สนับสนุนเป็นหลักด้วย”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles