fbpx
Arts & Culture

Hongtae Kontorn: The Art of Buddhism

Is Buddhism all about ceremonies, beliefs, and amulets?

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Ceremonies, beliefs, amulets have long dominated the practice of Buddhism in Thailand, diverging from the core of the religion that people no longer remember the real lessons from Buddha. Hongtae-Konthorn Taecholarn is one of the rare artists who are brave enough to question the reality of Buddhism in Thailand via his work. He has curated and co-created many works with the objection to raise social awareness and motivate people to ask themselves: Do ceremonies, beliefs, and amulets reflect the core of Buddhism?

A prominent work of his, Bodhi Theatre, is an exhibition that re-tells a Buddhist prayer story through projection mapping, demonstrating that traditional values can be expressed through modern technology. His other work, Flip the Fan, is an exhibition that reinterprets the design of traditional fans used at Buddhist ceremonies, proving that the item is not as untouchable as it seems.

Even though Hongtae graduated from the Faculty of Architecture, Chulalongkorn University, architecture was not what he wanted to do. For a period of time, he was a wedding designer, the editor of My Home Magazine, and a MC at JSL Global Media—he was the Thai voice actor for many DreamWorks animations such as Turbo, The Secret Life of Pet, and Mr. Peabody and Sherman. He is currently an artist and curator and his love of art is reflected in all his works.

Hongtae is dedicated to creating art from the standpoint of religion. This stemmed from the fact that his family is deeply pious and he has attended strict religious ceremonies since he was young. He sought to understand the true meaning of praying and the purpose behind the strict rules. During the process of getting ordained, he took time to study Buddha’s teachings and felt that he finally understood its real core of. It revolves around four noble truths: Recognise the suffering; understand the origin of the suffering; known the truth of the cessation of the suffering and start the path towards cessation. In other words, the core of Buddha’s teaching is to know how to accept and let things go.

“The purpose is to help people find a peaceful and happy way to live. This shouldn’t be hard to teach. It should be easily accessible so that everyone can practise it. The idea of ceremonies, beliefs, and amulets, and how people divide Buddhism tend to make the act of understanding the teachings harder and more complicated than it should be. And the purpose to make it hard is to allow a small group of people to have power, privilege and be worshipped.” Hongtae said.

“This is how religion, art, and politics connect. Making art and religion untouchable and limited to a small group of people [gives the ones in control] power to run the politics. Art and religion should serve us all, not just the elite in society. Art and religion should make our lives happier and simpler.”

In Thailand, getting involved in anything to do with religion risks public backlash and criticism. However, Hongtae told us that he has yet to receive any of them. People, on the other hand, have started to discuss their learnings with him. This may be due to the strong intention behind his work—he studies every subject diligently. There is a conscious effort to make the concept easy to understand so that people can see his intentions better. He is also never afraid to be ‘mass’ if it means more people get to heed the messages he seeks to convey thorugh his work.

Do whatever you want and do it immediately. That is Hongtae’s motto and it has driven him to where he is today. “You can’t be good at anything without practicing, no matter how cool your idea is. If you do what you want with low expectations and without procrastinating, you get to practice more—and practice makes perfect,” he concluded.

ในวันที่ศาสนาถูกบิดเบือนไปด้วยพิธีกรรม ความเชื่อ ขั้นตอนและของขลังมากมาย แล้วอะไรกันแน่คือแก่นแท้ที่เราควรยึดถือ?

คุณฮ่องเต้ กนต์ธร เตโชฬาร เป็นหนึ่งในคนที่มีคำตอบให้กับคำถามที่หลายคนไม่กล้าถาม และเขาพยายามอย่างหนักที่จะสื่อสารคำตอบของแก่นแท้ที่เราหลงลืมออกไปผ่านงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดแต่ละภาพที่เสียดสีสังคมชาวพุทธอย่างชาญฉลาด นิทรรศการ ‘โพธิเธียเตอร์’ ที่ตีความแก่นแท้ของคาถาพาหุงผ่านการแสดงแสง สี เสียง แบบ Projection Mapping สุดตระการตาในอุโบสถวัดสุทธิวราราม และนิทรรศการกลับตาลปัตร ที่กลับอีกด้านของตาลปัตร ของรักของหวงและของสูงของชาวพุทธเพื่อสะท้อนตัวตนและแก่นแท้ของพุทธศาสนาที่ถูกบิดเบือนไปด้วยหัวโขนแห่งความสูงศักดิ์ ที่เรานั่นแหละเป็นคนสวมลงไปเอง 

ไปรู้จักกับคุณฮ่องเต้พร้อมๆ กันเลย

ฮ่องเต้ กนต์ธร เตโชฬาร

คุณฮ่องเต้ในวัยมัธยมปลายได้รู้จักกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นสองตัวเลือกหลักของเขา ในขณะที่เขาชอบบรรยากาศของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จากการไปดูละครสถาปัตฯ ที่จุฬาฯ มาก แต่เขาก็ชอบภาษาอังกฤษมากจนถึงขั้นเคยแปล A Midsummer Night’s Dream ของเชคสเปียร์เป็นกลอน 8 แต่สุดท้ายแล้ว สถาปัตยกรรมศาสตร์ก็เป็นผู้ถูกเลือก 

ในขณะที่เรียนการออกแบบภายในที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณฮ่องเต้ก็รับจ๊อบงานออกแบบไปด้วยจนค้นพบว่าเขาไม่ได้ชอบไปออกแบบบ้านให้ใคร งานแรกที่ทำเมื่อเรียนจบจึงกลายเป็น Wedding designer ต่อด้วยการไปเป็นกองบรรณาธิการที่นิตยสาร My Home เป็นพิธีกรที่ JSL Global Media ซึ่งที่นี่เขาได้มีโอกาสฝึกเขียนบท กำกับ ทำ Art direction และได้มีโอกาสพากย์การ์ตูนแอนิเมชันของ DreamWorks หลายเรื่อง อาทิ Turbo The Secret Life of Pet และ Mr. Peabody and Sherman นอกจากนี้เขายังเคยออกแบบภาพในงานโฆษณาและออกแบบคาแรคเตอร์อีกด้วย

เราเชื่อว่าชีวิตมันเป็นเหมือนกับโดมิโน ที่มันต่อกันขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดว่าฐานมันไปทางไหน ข้างบนมันไม่มีทางไปทางอื่นหรอก เพราะฉะนั้นการสร้างโอกาสตั้งแต่วันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราอยากทำสิ่งนั้น แต่ตอนนี้บารมีมันยังไม่ถึง ก็จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนบ้าง เช่น ชั้นอยากไปทางนี้ว่ะ ก็อาจจะต้องไปรู้จักกับนักพากย์บ้าง ต้องไปดูหนังเยอะๆ ลองเลียนเสียงคนที่เราชอบดู ซึ่งเราทำมาตั้งแต่เด็กเพราะเราชอบดูหนังจีน แล้วเราก็ชอบพันธมิตร มันก็เป็นผลบุญจากสิ่งเหล่านั้นที่มันสืบเนื่องต่อกันมา

แล้วเส้นทางศิลปินล่ะ มาได้ยังไง เราถามต่อ?

แม่บอกว่าเราวาดรูปตั้งแต่สองขวบ เราขีดผนังบ้าน แล้วเราก็เลีย แล้วเราก็ท้องเสีย แม่ก็เลยเอากระดาษมาให้ขีด ก็วาดตั้งแต่นั้นเรื่อยมา” หลังจากนั้นพ่อแม่ของเขาก็พาคุณฮ่องเต้ไปเรียนศิลปะกับครูสังคม ทองมี อาจารย์สอนศิลปะชื่อดังในยุคนั้น ซึ่งเป็นอาจารย์ศิลปะคนแรกของเขา 

“ถามว่าเป็นศิลปินได้ยังไง เราไม่ค่อยเรียกตัวเองว่าศิลปิน จริงๆ เราชอบวาดรูป ศิลปินคือทำเป็นอาชีพขายจริงจัง ถามว่าหากินทางนี้มั้ย ก็ไม่ค่อย ชั้นชอบพูดว่าการวาดรูปมันคือความสุข แทบจะเป็นอย่างเดียวในชีวิตเราเลย แต่ที่เรียกตัวเองว่าศิลปิน เหตุผลเดียวเลยคือมันง่ายดี มันไม่ต้องมานั่งบอกว่าผมวาดรูปนะ แต่ผมไม่ใช่ศิลปินนะครับ แต่ผมวาดรูปนะครับ ตลกปะ ย้อนแย้งนะ ผมเป็นศิลปินครับ พูดไปก็ได้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ไม่ต้องกลัวเท่ไม่เท่ กลัวยกตัว ช่างตัวมันเถอะ ก็มันสื่อสารง่ายดี แค่เป็นศิลปิน เราว่าหลายๆ คนเองนั่นแหละที่ไปใส่ความสูงส่งให้มัน”

พระพุทธเจ้า is the first Life Coach

เราปูทางมาสู่หัวข้อนี้ด้วยการถามคุณฮ่องเต้ว่า อะไรที่ทำให้เราตัดสินใจลงไปเล่นกับความเชื่อทางด้านศาสนา

คุณฮ่องเต้เล่าให้เราฟังว่าบ้านของเขาเป็นบ้านที่เคร่งศาสนาเป็นอย่างมาก ต้องมีการทำบุญทุกวันครบรอบการเสียชีวิตของคนในบ้าน คุณฮ่องเต้ก็มักจะได้รับมอบหมายให้นำสวดอาราธนาพระปริตรบ่อยครั้ง ทั้งคาถาพาหุง คาถาชินบัญชร คุณฮ่องเต้จำได้จนขึ้นใจ พิธีกรรมต่างๆ ที่มีขั้นตอนมากมาย และผู้ใหญ่ที่มักจะหงุดหงิดเสมอหากอะไรผิดขั้นตอน ทั้งหมดนี้ทำให้เขาเกิดสงสัยในคำแปลของคาถาที่เขาสวดแทบทุกเดือน รวมถึงที่มาที่ไปของพิธีกรรมต่างๆ 

การบวชทำให้คุณฮ่องเต้ได้คำตอบของทุกอย่าง “เราฟินมากตอนเราบวช เพราะเราอ่านพระไตรปิฎกเยอะมาก อ่านชิปหายวายป่วง อ่านสุตตันตปิฎก ท่องพระวินัย รู้ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของสงฆ์ที่พึงกระทำและพึงไม่กระทำ เราก็อ่านให้รู้ว่าเออ จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไรวะ” 

84,000 พระธรรมขันธ์ ย่อรวมเหลือเป็นอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยึดตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ของเรา ควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นตัวตน เราพบว่าพอมาใช้ในชีวิตประจำวันแล้วมันทุกข์น้อยลงจริงๆ ว่ะ” และนี่คือแก่นหลักที่คุณฮ่องเต้ได้จากพระพุทธศาสนา ทำให้เขาสรุปได้ว่า ศาสนาแม่งไม่ใช่พิธีกรรม มันคือหลักปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตมึงง่ายขึ้น ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น แต่ไม่สุขจนลืมความทุกข์ อยู่กับความเป็นจริง ไม่พยายามบังคับอะไรจนเกินไป จนรู้สึกว่ามันคับ มันเหนี่ยวรั้ง มันเจ็บปวด มันทรมาน

พระพุทธเจ้าเป็นไลฟ์โค้ชคนแรก นี่คือประโยคที่แม้จะทำให้เราอึ้งในตอนแรก ตาเมื่อฟังคำอธิบายจบ เออ มันใช่จริงๆ ว่ะ 

พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสดาที่บอกว่ากราบตีนกู แต่พระพุทธเจ้าคือคนที่บอกว่า ยู ยูโตแบบนี้ ยูใช้หลักปฏิบัติแบบนี้ ท่านเปลี่ยนคำสอนตัวเองทุกครั้งที่สอนคนกลุ่มใหม่” หากมองดีๆ 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็คือ 84,000 คอร์สที่โค้ชคน 8 หมืนพ่อ 4 พันแม่นั่นเอง

แก่นของศาสนามีเท่านี้ แต่ศาสนาพุทธไทยในปัจจุบันกลับถูกบิดเบือนไปไกลแสนไกล

“แต่คนไทยเอาอะไรมาเล่นบ้าง ปาฏิหาริย์ อภิญญา พุทธคุณ อะไรของมึง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชั้นกำลังทำเนี่ย ชั้นกำลังบอกทุกคนว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว หลักธรรมมันง่ายว่าที่คุณคิด มันไม่ใช่ของแตะไม่ได้ ไม่ใช่ของสูงส่ง มันเป็นของแบบ daily use มันไม่ใช่ของที่ต้องเทอญไว้บนหิ้งแล้วไหว้ทุกวันสามเวลา ไม่ใช่ มันคือของที่มึงต้องเอาลงมาใช้ เอาลงมาจับสิครับ ใช้ให้ชำนาญด้วย พระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งที่เป็นกุศลที่สุดคือการมีสติ มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะจิต ถ้ายูไม่ใช้มันทุกขณะจิต ยูไม่ชำนาญ ยูก็ไม่สามารถจับกิเลสได้ทัน กิเลสมันไปแล้วโว้ย มึงไม่หัดจับมันอะ เหมือนปลาที่ว่ายผ่านหน้าไปไม่เอาฉมวกแทง ถ้าตัวเองไม่ฝึกฉมวกทุกวัน แทงไม่โดนหรอก ต้องฝึกไง เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่เราได้จากศาสนาพุทธ”

ศาสนาและศิลปะ ของที่ใครๆ ต่างพากันทำให้สูงส่ง

แล้วทำไม หากหลักธรรมนั้นควรเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวันแบบ daily use ภาพของหลักธรรมทุกวันนี้จึงสูงส่งนัก?

จริงๆ หลักมันโคตรนิดเดียว ทุกคนไปพูดให้มันยาก ทุกคนไปพยายามขยายความเพื่อให้เกิดความสำคัญกับตัวเอง คนสอนจะได้ดูเก่ง คนสอนจะได้ดูเท่ กูเป็นสำนักนี้ กูเป็นสำนักนั้น ยิ่งไปแยก ยิ่งไปแตก ยิ่งตายเลย ทำไมเขาบอกว่าการทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็นอนันตริยกรรม พระพุทธเจ้าขู่ไว้แบบนี้เพราะอะไร เพราะมันแย่ในการแยกนิกาย คำสอนแตกแยกมันทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้นแบบไม่จำเป็น

ทุกอย่างมันควรจะรวมศูนย์ และทำให้ simple ที่สุด ทำให้คนที่ไม่ฉลาดที่สุดเข้าใจสิ่งนี้ได้ มันถึงจะมีประโยชน์ที่สุด

คุณฮ่องเต้อธิบายให้เราเข้าใจชัดว่าการเอาศาสนาไว้บนหิ้ง การทำให้หลักธรรมเข้าใจยาก การสร้างขั้นตอนพิธีกรรมในการเข้าถึงหลักธรรม การแบ่งแยกให้ยุ่งยากทั้งๆ ที่คำสอนหลักนั้นมีแค่ประโยคสั้นๆ ที่ใคร ๆ ก็ควรจะเข้าถึงได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การทำเพื่อศาสนา หรือทำเพื่อเผยแพร่คำสอน แต่เป็นการทำเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะอันสูงส่ง และสร้างประโยชน์สุขให้คนกลุ่มเล็กเพียงกลุ่มเดียวต่างหาก

สิ่งที่เราทำคือเรากำลังพยายามทยอยเอาของลงมาจากหิ้ง แล้วเอามาเช็ดฝุ่นแล้วเอามาให้ดูว่า อ๋อนี่ไง จริงๆ มันหน้าตาแบบนี้ ตาลปัตรที่แกรู้สึกว่าผู้หญิงจับไม่ได้ บาปเนี่ย มันคือพัดที่ทำให้พระพัดแล้วเย็น แต่ปัจจุบันมันดีไซน์ห่วยมันก็เลยพัดแล้วไม่เย็นแล้ว มันก็กลายเป็นเครื่องราชไป จาก function กลายเป็น hierarchy ตลกมั้ย

ทั้งหมดมันเกิดจากระบบการปกครอง ที่ทำทุกอย่างให้ซับซ้อนขึ้น เพื่อให้ privilege ตกอยู่แก่ชนชั้นบนเท่านั้น ทำให้ชนชั้นล่างกลายเป็นเฟือง กลายเป็นแรงงาน เป็นมด เป็นผึ้งงานที่ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์แก่ชนชั้นบน อันนี้พูดได้เลย ทั้งในงานวรรณกรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และงานช่างต่างๆ ตอบสิ่งเหล่านี้หมดเลย

และนี่คือความเหมือนกันของศิลปะกับศาสนา…

หลายคนก็จะถามเราว่า ศิลปะกับการเมืองมันเกี่ยวข้องกันมั้ย เนี่ยแหละ เกี่ยวข้องกันแบบนี้ เพราะฉะนั้นศิลปะมันควรจะ serve ใคร มันควรจะ server ผู้คน มันไม่ควรจะถูกยกไว้ให้กับเพาะช่าง ให้กับศิลปากร ยกให้กับกระทรวงวัฒนธรรม ยกไว้ให้กับคนเรียนนาฏศิลป์เท่านั้น เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นผู้คนเบอร์ใหญ่ เบอร์เล็กต่างกันยังไง แต่เรารู้สึกว่าศิลปะมันควรจะทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น มองเห็นสัจธรรมได้ง่ายขึ้น ทำให้ชีวิตสวยงามขึ้น

ความเหมือนกันของศาสนาและศิลปะคือการที่ผู้คนต่างยกมันให้สูงส่ง จำกัดมันให้อยู่ในมือของชนกลุ่มน้อยเพียงกลุ่มเดียวที่ยกตนว่าเป็นชนชั้นสูง แถมไม่ได้มองผู้อื่นเป็นมนุษย์เท่ากัน และการแบ่งชนชั้นนี่แหละคือการนำมาซึ่งปัญหาความแตกแยกในสังคม และหากต้องการแก้ปัญหานี้ รากของมันก็ไม่ได้ย้อนกลับไปที่อะไรเลยนอกจากศาสนาและศิลปะ ปรับสิ่งเหล่านี้ลงมาให้เป็นสามัญ เลิกจำกัดสิ่งเหล่านี้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ใช้ศาสนาและศิลปะในการถ่ายทอดแนวคิดของการมองทุกสรรพสิ่งอย่างเท่าเทียม มนุษย์ก็มนุษย์เหมือนกัน หยุดการแบ่งชนชั้น รับฟัง เข้าใจ และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก นี่คือแนวคิดที่เราได้ในวันนี้

ทุกคนเป็นมนุษย์เท่ากัน ฉลาดโง่ต่างกันนิดหน่อย คริสต์ศาสนาบอกไว้ว่าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนกับรักศัตรู จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง จงรักศัตรูของท่าน นี่ไงมันกลับมาตอบสิ่งที่จะแก้ปัญหาในสังคม ทุกคน Living together peacefully. That’s all”

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่โพธิเธียเตอร์ กลับตาลปัตร และผลงานของคุณฮ่องเต้พยายามอย่างหนักที่จะสื่อสาร

ความรู้จริง’ ‘เจตนาที่ดี’ และ กาลเทศะ

เนื่องด้วยประเด็นศาสนาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมากในสังคมไทย เราจึงเกิดคำถามว่าแล้วแบบนี้ คุณฮ่องเต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรบ้าง

เราโดนวิจารณ์น้อย เป็นลักษณะว่ามีคนเข้ามาคุยด้วยมากกว่า เล่นกับศาสนา แน่นอน เราไม่ด่า เราไม่ offend ถามว่าเราจิกกัดมั้ย แน่นอน เป็นมนุษย์ชอบจิกกัดอยู่แล้ว มีความสุขกับเรื่องแบบนี้ แต่เราจะกัดอย่างสวยงามและมีชั้นเชิง เราเป็นไก่ที่เยี่ยมยอด เพราะฉะนั้นเราไม่จิกแบบไร้ศิลปะแน่นอน ในทางกลับกันเราจิกด้วยศิลปะ อีกอย่างที่เราไม่โดนด่าเพราะอะไร เจตนาเราดี เราไม่ได้มีเจตนาในการทำร้ายใคร เรามีเจตนาที่จะ educate เป็นหลัก

ผลที่ได้รับจากการสร้างงานลักษณะนี้ก็ทำให้เห็นว่ามีคนที่พร้อมจะเปิดใจอยู่เช่นกัน โพธิเธียเตอร์ก็มีคนแก่ที่เดินเข้ามาบอกว่าขอบคุณมากที่ออกแบบองค์คุลีมาลให้ป้าใหม่ ป้าเบื่อองค์คุลีมาลใส่ผ้าแดง หรือมีฝรั่งเข้ามานั่งดูแล้วบอกว่า ‘The concept is great. We could live together peacefully’ มันง่ายแบบนั้นเลย ฝรั่งไม่เคยรู้จักคาถาพาหุง ที่ทำ กลับตาลปัตร’ แล้วมีพระมาดูแล้วบอกว่าตาลปัตรน่าใช้ดี

นอกจากนี้สิ่งที่คุณฮ่องเต้ยึดถือมากในการทำงานที่ละเอียดอ่อนแบบนี้คือ ‘ความรู้จริง’ ‘เจตนาที่ดี’ และ‘กาลเทศะ’

คุณต้องรู้จักมันจริงๆ ความไม่รู้ หรือความไม่เคลียร์มันแย่มาก และการสื่อสารมันต้องไปเป็นไปเพื่อเครื่องหมายบวก ไม่ใช่ลบ อันนี้คือสองประเด็นนี้เท่านั้นเองที่เรารู้สึกว่าจงระวัง ที่เหลือมึงทำไปเลย สนุกไปเลย เพราะจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้คือเราอยากให้คนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ ไกลตัว จับต้องไม่ได้

“อีกอย่างเราว่าเราเกิดมาในครอบครัวที่ทำให้เรารู้จักกาลเทศะ และแคร์ผู้ใหญ่ เราว่าสุดท้ายแล้วมันกลับไปที่คำว่าเราแคร์” คุณฮ่องเต้มี ‘Tester’ ที่ดีมากคือพ่อของเขา ซึ่งเป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนที่ “Logical Traditional และ Conservative มาก” หากงานไหนที่คุณพ่อไม่ให้ผ่าน ก็ต้องกลับมานั่งคิดหนักแล้ว

Mass ไม่กลัว กลัวไม่ mass 

หลายคนกลัวการที่จะ mass กลัวว่างานของตัวเองจะเข้าใจง่ายเกินไป จนหลงลืมจุดประสงค์สำคัญของการสื่อสารใจความของงานไป

มีครั้งหนึ่งที่เราวาดรัชกาลที่ เป็นพระนารายณ์ทรงครุฑ หันข้าง ครุฑเราจะเป็นกริฟฟินหน่อยๆ ตัวเป็นคน มีกล้ามเนื้อ มีปีก เขาบอกว่าเออมันก็ดีนะ แต่ท่านี้คนนึกออกเหรอว่าเป็นครุฑ ในใจเราหงุดหงิดแล้ว เลยถามว่าพ่อคิดว่าควรทำไง ก็ทำท่าคลาสสิกดิ ให้เห็นว่าครุฑกางปีก หันมาข้างหน้า แบบครุฑหน้าธนาคาร เออ ทำไมไม่วาดท่านั้นวะ

บางทีมันมีกับดักบางอย่างอยู่ กับดักที่กูจะไม่ยอมทำอะไรง่ายเกินไป ทำ เดาง่ายเกินไป มันไม่เท่ ไม่คูล ไม่มีชั้นเชิง แต่สุดท้ายแล้วมันคือ คุณจะสื่อสารใช่มั้ยล่ะ ถ้าอยากสื่อสารเรื่องนี้ให้คนมากที่สุดได้เข้าใจ ก็ต้องยอม mass เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ ชั้นไม่กลัวเลยที่ชั้นจะ mass ชั้นดีใจที่จะ mass เพราะการ mass เท่ากับเราได้ educate คนมากขึ้น

ทำทุกอย่างที่อยากทำ ทำทันทีไม่รีรอ

ประโยคนี้คือ motto ประจำตัวของคุณฮ่องเต้ บางคนรอฟ้า รอดิน รอเก่ง รอโอกาส รอสกิลถึง รอมีอุปกรณ์ ลองฝึกเอาภาพโง่ๆ ในหัวออกมาก่อน ถ้ายูไม่ขีดเส้นแรก ยูไม่มีทางที่จะวาดรูปได้อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญคือ ถ้ายูมีสกิล ยูจะค้นฟ้าคว้าดาว วาดจักรวาล วาดได้แม้กระทั่งขี้หมาให้มันเหม็นอะ สกิลยูมัน drive ยูไปได้ไกลกว่าที่ยูคิด คนเดี๋ยวนี้ชอบคิดว่าคอนเซ็ปต์ต้องมาก่อน ต้องมีคอนเซ็ปต์เท่ๆ เท่ให้ตาย ไม่มีสกิล จบ สกิลต้องเป็นของสะสมของคุณเท่านั้น สกิลเป็นเรื่องของการฝึกฝน และรสนิยม เราใช้คำว่า explore ถ้ายูไม่ explore มัน ยูไม่มีทางได้มันมา

การรอแล้วรอเล่านั้นส่วนหนึ่งมาจากความคาดหวังที่สูง คาดหวังว่าเราวาดออกมาแล้วจะต้องปัง แต่คุณฮ่องเต้ก็ได้แนะนำเรื่องความคาดหวังว่า ทุกวันนี้ชอบวาดรูปบนซองจดหมายมาก แล้วตอนที่วาดบนซองจดหมายนี่สวยกว่าตั้งใจวาดเสมอ เพราะว่าความคาดหวังของตัวเองต่ำ เวลาที่เป็นกระดาษขาวๆ เปล่าๆ สวยๆ แพงๆ วาดไม่สวยเลย เวลาวาดด้วยความคาดหวังที่ต่ำ ความสุขจะสูงขึ้น

การที่คุณฮ่องเต้ผ่านอาชีพมากมาย ที่ล้วนเกิดจากความชอบ และการสร้างงานศิลปะที่เป็นสิ่งที่รัก หรือเป็นสิ่งที่หลายคนเรียกมันว่า ‘passion’ จนประสบความสำเร็จนั้นเป็นตัวพิสูจน์แล้วว่า passion กับงาน ไปด้วยกันได้

“ชั้นถึงได้บอกว่าทุกคนควรจะทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะว่าชั้นเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่ทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างต่อเนื่อง และได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ชั้นอยากจะเป็น Case study ให้คนอื่นเรื่องนี้ คนที่ไม่เชื่อว่า Passion ตัวเองมีประโยชน์ มีมูลค่าเพราะว่าชั้นพิสูจน์แล้วว่ามันดีมาก”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]