Arts & Culture

Khon As An Art Form

Perceiving a traditional Thai dance through the lens of art rather than culture.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Khon is a Thai classical dance performance that dates back to the Ayutthaya era. It is considered a “high” art form that is strictly untouchable. Khon performers dress in exquisite clothes and wear masks bearing faces of heroes, ogres and monkeys, often delicately painted on.

What happens when we forsake the clothing and masks? Will Khon still be Khon? What is the authenticity or the true value of Khon? Thai dancer and choreographer Pichet Klunchun seems to have discovered the answers to these questions.

At the age of 16, Pichet’s interest in the traditional dance form grew after he met Chaiyos Khummanee. He then graduated from the Faculty of Fine and Applied Arts, Chulalongkorn University, with a major in Thai Dance in 1995 and founded his eponymous dance company with five other dancers in 2006.

The inspiration behind Pichet’s show came from the fear of being inexperienced in the traditional dance form, which he did not start practising from a young age. This fear led to his creation of a unique form of Khon, the first of its kind.

Pichet developed a Khon performance that is a combination of the traditional and contemporary by abandoning what’s on the surface: the clothes, masks and plays. What remains is the traditional dance style, which showcases the majesty of the curvy line of the upper body connected with the strong basement of the lower body.

His show proves that, despite the loss of traditional surfaces, the authenticity of Khon remains. This leads to the question of what makes Khon untouchable. He notes that Khon can be separated as culture and art. Viewing it as culture is what causes the characteristic of highness and untouchability—people get upset when their culture is being changed. However, if Khon is viewed as an art form, it can be adapted and developed with originality.

Apart from removing physical masks from Khon, Pichet’s show removed the mask of the art form being too “high”.

โขน คือหนึ่งในศิลปะการแสดงที่ถือได้ว่าจัดอยู่ในศิลปะ “ชั้นสูง” ประจำชาติของไทยที่สั่งสมบ่มเพาะเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชนชาติ ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลายคนคงจะคุ้นเคยกับการแสดงโขนที่วิจิตรตระการตราไปด้วยเครื่องแต่งกายสีทองสว่าง เศียรที่บรรจงวาดแต่งแต้มลวดลายอย่างประณีต และท่าทางการร่ายรำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวละครที่จะช่วยให้เราแยกได้ว่าใครกันคือพระรามผู้ยิ่งใหญ่ และใครกันคือทศกัณฐ์สิบหน้ายี่สิบกร

แล้วจะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งนักแสดงถอดพัสตราภรณ์สีทองสว่าง เหลือเพียงแค่ผ้าชิ้นน้อยปกปิดร่างกาย ถอดเศียรที่บรรจงวาดอย่างวิจิตร ถอดทิ้งไปซึ่งดนตรี และบทประพันธ์ชั้นสูงตามขนบ ลดลงเหลือเพียงแค่ท่าเต้นร่ายรำตามเส้นโค้งที่ยังคงความสง่า แข็งแรง แต่ยังคงความอ่อนช้อยไปพร้อมๆ กัน แล้วสิ่งนี้จะยังคงเรียกว่า “โขน” ได้หรือไม่?

นี่คือคำถามที่คุณพิเชษฐ์ กลั่นชื่น เจ้าของรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง ปี 2549 มีคำตอบ แม้คำถามนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าท้าทายความเป็น “ชั้นสูง” ที่ละเอียดอ่อนของโขนเป็นอย่างมาก แต่คุณพิเชษฐ์ก็กล้าที่จะหาคำตอบผ่านการทำการแสดงแบบนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง การแสดงโขนไทยที่ละทิ้งทั้งเครื่องแต่งกาย หัวโขน และบทประพันธ์ตามขนบ แล้วเหลือไว้เพียงแค่ท่าเต้นตามเส้นโค้งแบบไทย ผสมผสานความร่วมสมัยเข้าไป และท้ายที่สุดการแสดงของเขาก็พิสูจน์ให้เราเห็นว่าโขนก็ยังเป็นโขน การแสดงก็ยังไม่สูญเสียซึ่งเนื้อแท้แห่งความงดงาม เปลือกที่หายไป ไม่ได้ทำร้ายแก่นภายในเลย

การแสดงของเขาคือการถอด “หัวโขน” ออกอย่างแท้จริง…

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เริ่มสนใจนาฏศิลป์ไทย

            “ผมคิดว่ามันเป็นความบังเอิญ ตอนแรกๆ ผมไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องศิลปะเลย ผมเรียนในระดับมัธยมในสายวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ หลังจากนั้นผมมาพบคุณครูท่านหนึ่งที่เป็นคุณครูทางด้านนาฎศิลป์ไทยชื่อคุณครูไชยยศ คุ้มมณี พอพบกับคุณครูแล้วก็สนที่จะเรียนขึ้นมาเฉยๆ เพราะตอนนั้นผมอายุ 16 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของอายุ ก็เลยขอครูเขาไปเรียนที่บ้าน แล้วรู้สึกชอบก็เลยเรียนมาเรื่อยๆ นี่คือจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นก็เบนเข็มเลย พอช่วงสอบเอ็นทรานซ์ก็ไปเอ็นทรานซ์เข้าที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสาขาเกี่ยวกับนาฎศิลป์ไทย ทีนี้ก็เลยเบนเข็มมาทางด้านศิลปะการเต้นไปเลย”

ความเป็นมาของ Pichet Klunchun Dance Company

ผมจบการศึกษาปี 1995 แล้วก็มามีประมาณปี 2006 ถึงจะเริ่มมีคอมพานี ซึ่งในนี้เราจะมีนักเต้น 5 คน จะสร้างงานแบบร่วมสมัยทั้งหมด จะไม่สร้างงานที่เป็นงานประเพณี แต่ว่าเทคนิคและรูปแบบการเต้นของเราเติบโตมาจากวิธีการแบบประเพณีที่มันเป็นโขนละครแบบไทยๆ อันนี้คือสิ่งที่คอมพานีทำ”

แรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังการดัดแปลงโขนแบบดั้งเดิมให้มีความร่วมสมัย

            “ผมรู้สึกว่าผมไม่มีความแม่นยำในศิลปะที่มันเป็นแบบประเพณีเพียงพอ”

            “เพราะว่าผมไม่ได้เรียนจากกรมศิลปากร คือคนทุกคนจะต้องเรียนจากกรมศิลปากรตั้งแต่อายุประมาณ 8 ขวบ มันต้องเริ่มเรียนตั้งแต่เด็ก แล้วผมมาเริ่มเรียนตอนอายุ 16 เรียนกับครูที่บ้านแล้วก็มาสอบเข้าจุฬาฯเลย ผมก็เลยมองว่ามันน่าจะลำบากในการที่ผมจะประกอบอาชีพเป็นครูสอนนาฏศิลป์หรือว่าทำงานที่เกี่ยวกับรำไทยจริงๆ ผมจึงคิดว่าแล้วทำอย่างไรดีผมถึงจะประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมเรียนจบมาได้ ก็เลยเข้าสู่กระบวนการการมองหาว่าเราจะสร้างงานที่มีลักษณะที่เป็นแบบสมัยใหม่ได้อย่างไร แล้วก็เริ่มทำ


ความโดดเด่นของผมเนี่ยผมคิดว่าผมเป็นคนแรกๆ ในประเทศเลยที่สามารถที่จะรวมความเป็นโขนแบบประเพณีเข้ากับชุดความคิดแบบสมัยใหม่เข้าด้วยกันได้ และยังคงหัวใจของความเป็นประเพณีเอาไว้ในชิ้นงาน ในร่างกาย ในการเคลื่อนไหว นี่คือความโดดเด่นเลยในความเป็นพิเชษฐ์ กลั่นชื่นที่คนอื่นทำไม่ได้”

อะไรคือเนื้อแท้ของโขนซึ่งยังคงอยู่แม้จะผ่านการดัดแปลง

            “ผมยังคงไว้ซึ่งพลังงานที่มันเป็นพลังงานแบบประเพณีเอาไว้ ที่มันมีความสง่างาม มีความลุ่มลึก”

            “และประเด็นที่สองคือผมคงหัวใจของการเคลื่อนที่ที่มันเป็นระบบ เป็นเส้นโค้ง วงกลม และมีพื้นของฐานที่มันมีความมั่นคง เชื่อมต่ออยู่กับพื้นดิน ซึ่งมันเป็นหัวใจหลักๆ เลยของงานศิลปะแบบไทย”

คิดว่าการดัดแปลงทำให้สูญเสียความเป็นเนื้อแท้ หรือต้นฉบับหรือไม่

            “เราต้องแยกกัน ถ้าถามว่ามันสูญเสียความเป็นต้นฉบับในเรื่องของโครงสร้างภายนอก เช่นเรื่องชุด เรื่องท่ามั้ย ผมขอบอกว่าสูญเสีย แต่ว่ามันไม่ได้สูญเสียหัวใจมันไป”


“มันเปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่หัวใจมันเหมือนเดิม มันเหมือนกับมีคนถามผมว่าจากที่มันเป็นต้มยำปกติ อยู่ดีๆ วันหนึ่งมันกลายเป็นต้มยำผัดแห้ง แล้วอย่างนี้มันเสียหัวใจของมันไปรึเปล่า ไม่ครับ มันยังคงเป็นวัตถุดิบเดิมๆ อยู่ แต่ว่ามันไม่มีน้ำ มันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มันสามารถที่จะใส่กล่องแล้วทานได้โดยที่ไม่ต้องใส่ถ้วยแล้วมีจานมีช้อน มันเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่ง”

คิดอย่างไรกับการที่คนมักมองว่าโขนคือศิลปะ ชั้นสูงไม่ควรแตะต้อง

            “เขาก็คิดถูกนะครับเพราะว่าสังคมมันหล่อหลอมมาเป็นแบบนั้น”

“เขาคิดถูกต้องครับเพราะว่าสังคมหล่อหลอมและให้ชุดความคิดเค้าเพียงแค่ชุดเดียว เพราะฉะนั้นเขาก็แยกแยะไม่ออกว่าจริงๆ มันแยกได้นะระหว่างตัววัฒนธรรมกับตัวศิลปะ แต่เรามองโขนเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราแตะอะไรปุ๊ป คนก็จะคอมเมนต์เราผ่านคำว่าวัฒนธรรม พอมันผ่านคำว่าวัฒนธรรม พอมันไม่เหมือนเดิม ก็เท่ากับว่า เฮ้ย คุณเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเหรอ แต่ถ้าเขามองมันในเชิงศิลปะ เขาก็จะมองเห็นว่าศิลปะมันเปลี่ยนแปลงได้ ศิลปะมันขับเคลื่อนตัวมันเองได้ ศิลปะมันสะท้อนความเป็นปัจจุบันของสังคมได้ เห็นไหมครับว่าสังคมเราให้ชุดความคิดชุดเดียว เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ความผิดของคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าเขา โดนปลูกฝังมาแบบนี้ เคยโดนโจมตีเยอะแยะ เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ทำงานแบบหัวก้าวหน้าก็จะต้องโดนอะไรแบบนี้”

ศิลปะการแสดงโขนสามารถใช้สะท้อนปัญหาในสังคมได้หรือไม่


            “ได้หมดเลย เพราะว่าโขนมันเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยอยู่แล้ว เช่น มีฝั่งพระรามที่เป็นตัวดี มีฝั่งทศกัณฐ์ที่เป็นตัวร้าย ผมยกตัวอย่างเช่นตอนที่มันมีการประท้วงกัน ในสังคมไทยก็จะเห็นว่าฝั่งเสื้อเหลืองก็จะบอกว่าตัวเองเป็นหนุมาน เสื้อแดงก็จะเป็นทศกัณฐ์ มันเป็นภาพสะท้อนของสังคมมาตลอดอยู่แล้ว”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles