Arts & Culture

Klin Nang Sue: an independent bookshop where the air is scented with a smell of book

Brown wrapping paper, an ear of paddy on the logo, and another ear, the real one, attached with the parcel – this is what “Klin Nang Sue”, an independent book store in Nan, Thailand, is remembered for. After ordering on the store’s website, customers are all waiting for this parcel to arrive. Klin Nang SueContinue reading “Klin Nang Sue: an independent bookshop where the air is scented with a smell of book”

Words by
Anantaya
Location

Brown wrapping paper, an ear of paddy on the logo, and another ear, the real one, attached with the parcel – this is what “Klin Nang Sue”, an independent book store in Nan, Thailand, is remembered for. After ordering on the store’s website, customers are all waiting for this parcel to arrive.

Klin Nang Sue started by being an online bookstore. The physical store was just opened around 3 months ago. From an online store to a cozy little bookshop with the smell of books in the air, Klin Nang Sue is still invincible among the wave of globalization and technologies that has changed the reading culture, because of its irreplaceable charm.

Imagining flipping pages of an old book, if the smell intrigues you, you might be one of those called “Bibliosmia” or one who loves smelling books. I’m one of you too and I’m quite sure that the story of Klin Nang Sue will intrigue you, just like the smell.

Petch, the owner of Klin Nang Sue, was just a fresh graduate when she decided to open her own bookshop. She has been a bookworm since she was young. Back then, books were her only entertainment and comfort. She once dreamed of having her bookshop but that dream faded with time. The dream got ignited again when she became a volunteer teacher in a school in Chiang Mai, a northern province in Thailand.

During her time there, she decided to rejuvenate the library there “I just wanted to build a place where kids can learn anytime they want,” She told. She spent so much time with books and felt good about that. She loved it when the postman arrived and the kids smiled brightly while rushing in to help her carry the books. “They were just so excited when new books arrived. I love that scene so much that I once told myself that if I can’t be a teacher, or have my bookshop, I will be a postman instead.” She then became a full-time teacher but discovered that it was not right for her. “On the day that I decide to quit being a teacher, the passion for books is still there”

After that, she decided to move back home to Nan, but there was a big pile of books that she was unable to take back with her. With a passion for books that was rooted in her mind, she opened her second-hand bookshop named “Klin Nang Sue” with the concept of “Blind date with a book”. It is a campaign that people don’t get to know which book they buy. The owner is the one who gets to choose for them.

The books were all sold, but the demands from her customers were still there. Petch decided to continue her bookshop with new books. A 24-years-old girl with no connection in the publishing industry had to contact publishers place by place and writers one by one to purchase books and set up an account with them.

“I just walked in and frankly asked them what to do if I wanted to purchase books for my store. I was nobody. I owe them a big time for trusting me,” Petch said.

We all see Klin Nang Sue as a successful bookshop that went viral on Twitter, but behind the scene, there was a journey of difficulties and obstacles Petch had to face. “The journey wasn’t a bed of roses. It was hard, but every day, I woke up with nothing but a thought of going ahead because it is what I love.”

“Kling Nang Sue” means the smell of books in Thai. Petch told us that when she was a volunteer teacher, she came across the smell of old books in an independent bookshop in Chiang Mai and it intrigued her. Since then, she has been determined that one day she would build a place where the air scented with that smell.

Another signature of Klin Nang Sue is an ear of paddy attached to the parcel. Many customers have posted photos of them planting the ear, which went viral on Twitter. “It is just a way to give thanks for buying from us. From a lot of bookshops out there, they chose us. I think giving someone a paddy is hearty. It shows our sincere gratitude,” said Petch.

Good books have changed people’s lives, and so has the Klin Nang Sue team. “Due to the pandemic, we have to hold back on traveling, but luckily, we can explore the world through books,” said Ploy, one of Klin Nan Sue’s admin team. “Working here made me truly realize why even though the world has changed, people still read, and books still hold their value,” Net, a member of Klin Nan Sue packing team, said.

The digital era and the coming of technologies have disrupted the reading culture, but independent bookshops like Klin Nang Sue still managed to sustain themselves in this fast-paced world. Starting from an online store, they didn’t have to face the transforming process from offline to online. “We are lucky that we started from an online store, but we decided to start our physical bookshop at Nan because we want to encourage reading culture in local communities,” said Petch. “Before that, our customers were mainly from Bangkok. We just want to have a place where local people, students, aunties, and uncles, can come in and enjoy their reading.”

ภาพห่อกระดาษสีน้ำตาล โลโก้รูปต้นข้าว และต้นข้าวที่บรรจงแนบมาอย่างประณีตบนห่อนั้น คือภาพที่ลูกค้า “ร้านกลิ่นหนังสือ” หลาย ๆ คนคุ้นเคย และรอคอยที่จะได้เห็นอย่างใจจดใจจ่อหลังจากกดสั่งหนังสือไปเป็นที่เรียบร้อย

ร้านกลิ่นหนังสือ เป็นร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นมาจากเว็บไซต์ออนไลน์ขยายต่อมาเป็นหน้าร้านเรียบง่ายแต่อบอุ่นที่จังหวัดน่าน เติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมการอ่านของคนจากยุคสู่ยุค ในวันที่ร้านหนังสือใหญ่ ๆ กำลังปิดตัวลงช้า ๆ แต่ร้านกลิ่นหนังสือยังคงเป็นร้านหนังสืออิสระที่อยู่ได้อย่างมั่นคง ด้วยเสน่ห์ที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหน

ลองจินตนาการว่าคุณกำลังพลิกหน้ากระดาษของหนังสือเล่มใหม่ที่มีกลิ่นอบอวลในแบบเอกลักษณ์ของกระดาษ กลิ่นหมึก กลิ่นของสันกาว ตามแบบฉบับกลิ่นหนังสือที่เราเรียกกันว่า “Bibliosmia” กลิ่นนี้เป็นเสมือนสัญญาณว่าได้เวลาที่คุณจะจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งตัวอักษร และถ้าพร้อมแล้วไปทำความรู้จักร้านกลิ่นหนังสือกันเลย

จากห้วยส้มป่อยสู้ร้านกลิ่นหนังสือจากครูอาสาสู่เจ้าของกิจการ

เรารู้ตัวว่าเราไม่ได้อยู่ที่นั่นตลอดไปแต่เด็กๆ ต้องอยู่ที่นั่นก็เลยอยากหาที่ที่เขาจะเรียนรู้ได้ตลอดเวลาจนไปเจอที่ห้องสมุดโรงเรียน” 

คุณเพชร เจ้าของร้านกลิ่นหนังสือเล่าถึงตนเองในวัย 24 ปีที่ตัดสินใจไปเป็นครูอาสาที่ห้วยส้มป่อย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างที่เป็นครูอาสา คุณเพชรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญระหว่างห้องสมุดโรงเรียน หนังสือ และการเรียนรู้ของเด็ก ๆ จึงตัดสินใจฟื้นฟูซ่อมแซมห้องสมุด จัดกิจกรรมเป็นแรงจูงใจให้เด็ก ๆ หันมาเข้าห้องสมุด

“เราเองก็ได้ใช้เวลาที่ห้องสมุดตรงนั้นเยอะมาก ๆ และมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเด็ก ๆ กับหนังสือตรงนั้น ก็เลยรู้สึกมีแรงบันดาลใจ อยากเปิดร้านหนังสือจังเลย”

หลังจากกลับจากการเป็นครูอาสา คุณเพชรได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง แต่ก็ตัดสินใจลาออกและกลับมาอยู่จังหวัดน่านบ้านเกิด แต่ด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือตั้งแต่เด็ก จึงมีหนังสือกองโตที่รอให้ขนย้ายกลับมาด้วย ร้านกลิ่นหนังสือจึงเกิดขึ้นด้วยความคิดอยากส่งต่อหนังสือของตนเอง ประกอบกับความฝันที่ฝังรากลึกมายาวนานกับการอยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือ

“เริ่มแรกเราส่งต่อหนังสือด้วยแคมเปญ Blind date with a book ให้ทุกคนตั้งราคาหนังสือด้วยตัวเอง แต่พอหนังสือมือสองของเราหมดแล้ว ลูกค้าเองยังอยากให้ร้านมีต่อไป เราก็เลยเปลี่ยนจากมือสองมาเป็นมือหนึ่ง เริ่มปรับกลยุทธ์การขายให้กลายเป็นธุรกิจมากขึ้น เริ่มมาเป็นออนไลน์ก่อนประมาณ 4 ปี ถึงจะมีหน้าร้านได้ 3 เดือน”

การตัดสินใจของเด็กจบใหม่คนหนึ่งที่จะริเริ่มกิจการด้วยตนเองจากศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่คุณเพชรสามารถผลักดันร้านกลิ่นหนังสือจนประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเธอขอยกความดีความชอบให้เด็ก ๆ ที่บ้านส้มป่อย

“เพชรเคยรับบริจาคหนังสือตอนอยู่ที่นั่น แต่ว่าที่โรงเรียนจะสูงมาก ไปรษณีย์จะต้องไปส่งที่บ้านครูแล้วครูก็จะขนขึ้นมาที่โรงเรียน เวลาหนังสือมาถึงเพชรก็จะขนหนังสือไปที่ห้องสมุด เด็ก ๆ เขาจะวิ่งมาช่วยหอบหนังสือคนละไม้คนละมือ เดินตัดผ่านสนามหญ้าลงไปที่ห้องสมุด มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เวลาเด็ก ๆ เขาเห็นพัสดุมา เขายิ้มกว้างมาก ๆ เพชรยังคิดอยู่เลยว่าถ้าไม่เป็นครู ไม่ทำงานหนังสือ ก็เป็นไปรษณีย์”

“แพสชันตรงนั้นมันมาแรงมากๆ แล้วมันก็ยังอยู่จนถึงวันที่เราตัดสินใจออกจากการเป็นครู แต่แพสชันเรื่องหนังสือมันยังอยู่”

กลิ่นหนังสือร้านหนังสือที่เริ่มต้นจากศูนย์

จากเด็กจบใหม่ในวันนั้นสู่เจ้าของร้านหนังสือที่เป็นไวรัลในโลกโซเชียลในวันนี้ เบื้องหลังของความสำเร็จคือเด็กอายุ 24 ที่ค่อย ๆ ติดต่อสำนักพิมพ์ทีละสำนักพิมพ์ ติดต่อนักเขียนทีละคนด้วยตนเอง

“สิ่งที่ทุกคนเห็นคือมันสำเร็จแล้ว เกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าจริง ๆ ข้างหลังมันยาก เพชรไม่ได้ทำงานด้านหนังสือมาก่อน คอนเนกชันไม่มีเลย ตอนที่เริ่มเปิดร้านออนไลน์คือเด็กจบใหม่เลย เราก็เดินเข้าไปถามตรง ๆ เลยว่าถ้าเกิดอยากรับหนังสือมาจำหน่ายจะต้องทำยังไง ถามสำนักพิมพ์กับนักเขียนตรง ๆ เลย  ต้องขอบคุณสำนักพิมพ์และนักเขียนด้วยที่ให้ความไว้วางใจ เพราะตอนนั้นเพชรเหมือนเป็นใครก็ไม่รู้”

แต่ความยากนี้เป็นความยากที่มีความสุข คุณเพชรเน้นย้ำ “พอเป็นสิ่งที่เราชอบ มันไม่ได้หมายความว่าไม่มีอุปสรรค หรือไม่ได้ยากลำบาก แต่มันตื่นขึ้นมาแล้วมันยังอยากที่จะสู้ต่อ อยากที่จะหาอะไรใหม่ๆ ทำต่อ”

ทำไมต้องเป็นกลิ่นหนังสือ”? 

กลิ่นของกระดาษ น้ำหมึก และสันกาว คือนิยามของกลิ่นแบบ “Bibliosmia” หรือกลิ่นหนังสือที่เราคุ้นเคย คนรักหนังสือไม่ได้หมกมุ่นจนคิดไปเอง แต่ในโลกใบนี้มีกลิ่นนี้อยู่จริง ๆ และเป็นกลิ่นที่หลายคนรวมทั้งคุณเพชรชื่นชอบอีกด้วย

“เพชรกับพี่บัดดี้ได้แวะที่ร้านหนังสือมือสองในตัวเมืองเชียงใหม่ ร้านหนังสือค่อนข้างเก่า มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ เราก็คุยกันเรื่องกลิ่นหนังสือ พอเรามาห้องสมุดที่ห้วยส้มป่อย มันมีกลิ่นที่ดีเหมือนกัน บรรยากาศตรงนั้นก็ดี ได้รับการดูแลอย่างดี แค่อาจจะยังไม่ค่อยถูกใช้งาน ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าจะสร้างที่ที่เป็นกลิ่นของคนรักหนังสือให้เกิดขึ้นให้ได้”

ยุคดิจิทัลหน้าร้านโควิด-19 และการปรับตัวของร้านหนังสือ

“กลิ่นหนังสือเริ่มมาเป็นร้านออนไลน์ก่อน เราเลยไม่ได้มีผลกระทบหน้าร้าน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเรา” คุณเพชรเล่า 

ด้วยความที่เป็นร้านหนังสือออนไลน์มาก่อน กลิ่นหนังสือจึงไม่มีผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านจากหน้าร้านเข้าสู่โลกออนไลน์เหมือนร้านหนังสืออื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โควิด-19 ก็ทำให้ร้านกลิ่นหนังสือต้องปรับตัวไม่น้อยเลยทีเดียว “อย่างสถานการณ์โควิดรอบแรกรู้สึกว่าขายดีมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าคนยังพอมีทุนอยู่ ซื้อหนังสืออ่านช่วงอยู่บ้าน แต่ว่าโควิดรอบที่สองสามก็ส่งผลเพราะว่ารายได้ที่เขาได้รับอาจจะน้อยลง เราเองก็ต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะเหมือนกัน” ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์กับสถานการณ์โควิด-19 นั้น ร้านกลิ่นหนังสือก็พยายามปรับกลยุทธ์การขายออนไลน์ให้ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก สร้างช่องทางการขายที่หลากหลาย และพูดคุยสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด

กลุ่มลูกค้าของกลิ่นหนังสือ ส่วนมากจะเป็นคนกรุงเทพเป็นหลัก และนี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณเพชรตัดสินใจเปิดหน้าร้านกลิ่นหนังสือขึ้นที่จังหวัดน่าน “รู้สึกว่าร้านกลิ่นหนังสือส่งหนังสือไปจังหวัดอื่น ๆ หลายเล่มมาก แต่นาน ๆ ทีถึงจะมีคนน่านมาสั่งซื้อ พอเปิดเป็นหน้าร้านเป้าหมายเราจึงเป็นคนน่าน คนที่จะอยู่ที่นี่ตลอดไป เราอยากให้เป็นร้านหนังสือที่คนในชุมชน คนในพื้นที่เข้ามาใช้บริการ” เพื่อส่งเสริมให้คนท้องถิ่นเองเข้ามาใช้บริการและสัมผัสกับโลกอันอบอุ่นของหนังสือ หน้าร้านกลิ่นหนังสือที่จังหวัดน่านจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

หนังสือแถมรวงข้าวที่กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล

รวงข้าวที่แนบมาบนแพกเกจของร้านกลิ่นหนังสือ ได้กลายเป็นไวรัลอีกอย่างบนโลกโซเชียล มีลูกค้าหลายรายนำไปปลูกจนขึ้นเป็นต้นข้าว กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำที่เมื่อเรานึกถึงร้านกลิ่นหนังสือ ภาพของรวงข้าวก็จะปรากฏขึ้นมาด้วย

“รวงข้าวมาตั้งแต่ตอนขายเฉพาะ Blind date ช่วงแรก ๆ เพชรกลับไปอยู่น่านแล้วช่วงนั้น กำลังทำกลิ่นหนังสือช่วงเริ่มต้นเลย ก็รู้สึกว่าบนโลกใบนี้มีร้านหนังสือตั้งอยู่มากมาย แต่ลูกค้าตัดสินใจที่จะซื้อหนังสือกับเรา ก็เลยอยากแนบบางอย่างแทนคำขอบคุณ แต่ ณ ตอนนั้นเรามองซ้ายมองขวาก็ไม่ได้มีอย่างอื่น แต่ว่าเรามีข้าว ที่บ้านปลูกข้าว แล้วก็เป็นชุมชนที่เขาปลูกไร่ข้าวอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าการให้ข้าวใครสักคนมันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นใจ ข้าวเป็นสิ่งที่เรียบง่าย แต่อบอุ่น และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจให้ ก็เลยใช้รวงข้าวมาจนถึงตอนนี้ เป็นซิกเนเจอร์ แล้วก็อยู่ในโลโก้ของร้านด้วย ถ้านึกถึงรวงข้าวก็จะนึกถึงร้านกลิ่นหนังสือ”

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านกลิ่นหนังสือคือการเลือกคำโปรยของหนังสือแต่ละเล่มมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งคำโปรยของหนังสือทุกเล่มในร้านนั้นเรียกได้ว่าสะท้อนใจคนอ่าน เจ็บจี๊ด โดนใจ รวมถึงสะท้อนเอกลักษณ์ของหนังสือเล่มนั้นได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการเลือกคำโปรยเหล่านี้ก็เป็นฝีมือของทั้งคุณเพชรและทีมแอดมิน ซึ่งเราต้องยอมรับเลยว่ามีพรสวรรค์ในการเลือกจริง ๆ

“การเลือกโควทมาเพชรรู้สึกว่ามันเป็นผลดี ช่วยเปิดสายตาในการมองเห็นเล่มนั้น ๆ ได้มากขึ้น แต่สุดท้ายลูกค้าเขาจะชอบหนังสือเล่มนั้นหรือไม่ เขาจะต้องเริ่มต้นในการเปิดจากหน้าแรก แล้วเปิดอ่านไปจนถึงหน้าสุดท้ายก่อน”

แต่สุดท้ายแล้วสำนวนที่ว่า “Don’ t judge the book by its cover” ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนในวงการหนังสือเน้นย้ำ

ทีมงานร้านกลิ่นหนังสือกับความรักในหนังสือแบบไม่รู้ตัว

ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์ทีมงานร้านกลิ่นหนังสือ ได้แก่ คุณเนตรและคุณปิม ทีมแพคสินค้า และคุณพลอยแอดมิน ในฐานะของผู้ที่เข้ามาคลุกคลีกับหนังสือ เราจึงอดถามไม่ได้ว่าความรู้สึกต่อหนังสือของพวกเขาเป็นอย่างไร? หรือเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

“เรารู้เลยว่าสาเหตุที่ทำให้หนังสืออยู่ได้มาเรื่อยๆ เพราะมันมีความน่าสนใจ มีหลาย ๆ อย่างที่เรายังไม่รู้ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม พอเราเปิดอ่านบางเล่มก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนที่เขาอ่านหนังสือเขาอ่านมาได้จนถึงตอนนี้” คุณเนตรเล่าความรู้สึกที่มีต่อหนังสือให้เราฟัง

“หนังสือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เราได้เปิดมุมมองได้เหมือนกับการพูดคุยเห็นความคิดของคน เมื่อท่องโลกจริงไม่ได้ ก็ต้องท่องโลกหนังสือแทน” คุณพลอยทีมแอดมินที่เรียกได้ว่าคลุกคลีกับหนังสือมากที่สุดอีกคนกล่าว

“จริงๆ เมื่อก่อนเราชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวเดินทาง แต่พอมาทำร้านนี้รู้สึกมันมีหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ปรัชญา การเมือง แล้วมันน่าสนใจ บางทีก็อุดหนุนร้านเอง เราก็หันมาชอบพวกแนวมากกว่า”

คุณเพชรเจ้าของร้านได้เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ทีมงานทุกคนอาจไม่ได้เป็นหนอนหนังสือมาก่อน แต่คุณเพชรมองเห็นได้เลยว่าพวกเขามีความรักในหนังสือ “เวลาหยิบจับหนังสือ เวลาจัดชั้นหนังสือ หรือดูแลหนังสือให้มีระเบียบเรียบร้อยนั้นมันต้องมีความใส่ใจในระดับหนึ่ง เขาอาจไม่ทันรู้ตัว แต่เขาก็ทำด้วยความใส่ใจ เขาดูไม่เครียดเวลาที่ต้องอยู่กับหนังสือ ดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ”

หนังสือเล่มโปรดคนละเล่มจากทีมงานกลิ่นหนังสือ

ไหน ๆ ก็ได้คุยกับคนในวงการหนังสือทั้งที เราจึงขอปิดท้ายบทความนี้ไปด้วยหนังสือเล่มโปรดของแต่ละคนที่อยากแนะนำ หรือที่เรียกกันว่า ‘ป้ายยา’ ให้ผู้อ่านไปซื้อตามกัน

เริ่มที่คุณเพชรกันก่อน “ตอนเป็นนักศึกษาเพชรก็ยังไม่มีเงินซื้อหนังสือ ใต้หอสมุดที่มหาลัยทุกอาทิตย์จะมีคนมาขายหนังสือมือสอง เราก็งบน้อย ก็ได้แต่รอร้านเหล่านี้มา เราได้หนังสือดีๆ เยอะมากจากกองเหล่านั้น ที่เราอยากแนะนำคือเรื่อง ‘บานไม่รู้โรย’ ของคุณปินดา โพสยะ เนื้อเรื่องไม่ได้หวือหวา เล่าถึงเรื่องราววัยเด็ก แต่อ่านแล้วคิดถึงบ้าน เพราะเราไกลบ้าน ก็เลยเป็นเรื่องที่ติดใจ อ่านแล้วชอบมาจนถึงทุกวันนี้”

“อีกเล่มหนึ่งคือ ‘ร้านหนังสือเลขที่ 84 ถนนแชริงครอสส์’ ของเฮเลน แฮฟฟ์ เป็นแรงบันดาลใจในการอยากเปิดร้านหนังสือของเพชร อ่านแล้วรู้สึกว่ามิตรภาพระหว่างร้านหนังสือกับคนอ่านนี่ดีจังเลย พอเราเปิดร้านกลิ่นหนังสือเองเราก็อยากให้มู้ดหรือความรู้สึกที่ผู้อ่านมีต่อร้านเป็นแบบนั้น เป็นเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ เหมือนน้อง ไม่ใช่ร้านหนังสือแข็งๆ แต่เราคุยกันได้ทุกเรื่อง”

ในส่วนของคุณเนตรและคุณปิมทีมแพคสินค้า ก็ได้แนะนำหนังสือเรื่อง ‘ร้านชำสำหรับคนอยากตาย’ โดยฌอง เติลเล่ อีกเล่มที่ขายดีมากของร้านกลิ่นหนังสือ และ ‘ดุจดวงดาวเกียรติยศ’ โดยกู้ม่าน นวนิยายแปลจากภาษาจีนที่ได้รับการนำไปสร้างเป็นซีรีส์ชื่อดัง

และสุดท้ายคุณพลอยแอดมินได้แนะนำหนังสือที่แหวกแนวออกไป แต่น่าสนใจมากเช่นกัน

“ชอบเรื่อง ‘เถื่อนเจ็ด’ ของคุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เราชอบหนังสือท่องเที่ยวอยู่แล้ว แล้วรู้สึกว่าเล่มนี้ให้อะไรเยอะดี เราชอบตอนที่เขาไปเที่ยวที่ประเทศที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีประโยคนึงที่เราชอบมากบอกว่า ‘ถ้าเรารู้จักกันเราก็จะไม่ทำกันอย่างนี้’ มันให้ข้อคิดว่าการที่เราไม่รู้จักใคร เราอาจตัดสินเขาไปแล้วด้วยแค่ภายนอก แต่พอเราได้เข้าไปรู้จักหรือได้เห็นวิถีชีวิตของเขาจริงๆ มันอาจไม่ได้มีอะไรไม่ดี รู้สึกว่ามันเป็นข้อคิดที่ใช้ได้กับทุกเรื่องของชีวิตเลย ที่เราจะไม่ไปด่วนตัดสินใคร รู้สึกว่ามันเป็นเล่มที่อิมแพคกับเรามาก”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]