Arts & Culture

Made in Charoenkrung: Season 2

As part of Bangkok Design Week 2021, Made in Charoenkrung returns with new collaborations between traditional shops and young designers.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Following the success of Made in Charoenkrung in 2020, the project returned this year, continuing the ‘Modern x Traditional’ mission to shine a light on traditional local shops in the Charoenkrung district through collaboration with young designers. This year, eight local shops were selected based on the following qualities: valuable, rare, unique, and the last generation.

Curator Pam-Piyaporn Sawadsingh told us that the first edition was well-received, and hence, they were able to easily gain the trust of new shopowners’ for the new edition. This made the process much smoother. “Some said that the shopowners from last year’s [edition] are their friends. I think that if our intentions are good, they can feel our sincerity,” said Sawadsingh.

This season brought about many unexpected creative outputs. A collaboration between a 90-year-old herbal drink shop, Hou Tou, Chef Oat and Nosh.Nosh Project saw the creation of a new herbal boba milk tea that highlights a new bittersweet taste. Suwan, a 90-year-old authentic Indian spice shop, and PARADAi, the new generation craft chocolate shop created a new chocolate bar with spices.

Interestingly, some of the creations revealed that the original products are already good enough without intervention. Perhaps they only require a light update or modern touch to appeal to the market. The collaboration between Eastern Antique (retailer of accessories made out of broken classic potter) and designer Ek Thongprasert saw improvements made to the shop’s decoration, branding and hardware rather than the goods. For Sin Tu (one of the oldest tailors in Charoenkrung) and VL by VEE, the latter designed symbols that tell Charoenkrung’s stories, which were embroidered onto the classic suit jackets made by Sin Tu. 

This project also debunked the common belief that the old and the young cannot compromise. On the contrary, the creative interactions were smooth and respectful. Kwang Seng Lhong, an old wooden rice barrel shop, and o-d-a found a compromise. The young designer understood that extreme changes were difficult for the older generation to accept. As a result, they made few changes to the barrel pattern, instead, introduced more functions. Tia Nguan Hieng Delice, a famous processed pork shop, and Sauce Studio went down a similar track. As the family believed in red being a lucky colour, the studio kept that in mind and only designed the new packaging in the same colour, respectful of their belief.

Due to limitations, some businesses could not create new products. However, they possess invaluable skills that are worth recognition. “We hope to tell their stories so that more people realise their value,” Sawadsingh said. Jirawat is an old stencil shop that once flourished back in the day. Intrigued by their craft, young designer Lohameka engaged them to create a souvenir based on their metal folding technique. A folded metal sheet brooch was conceived to introduce their craft, with hopes that more designers will be interested in working with them. Installed in Thai official offices, the Garuda statue represents power. Every status in Thailand is made at Baan Ruk Krut. Fascinated by Garuda-making techniques, Atelier Rudee created a painting workshop with Garuda beads. 

“No matter what we do, if it is high-quality, people will recognise us by word-of-mouth,” Sawadsingh said, sharing that he learnt this from the owner of Sin Tu Arporn. The stubborn quality-first motto remains the same for every shop in the vicinity that has been open for almost a century. 

ในยุคแห่งการดิสรัปต์ชัน (Disruption) ที่ ‘ของใหม่’ เข้ามาโค่นของ ‘ของเก่า’ ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึงของเก่า ๆ อีกอย่างที่วันหนึ่งเคยเก๋าต้องเลือนรางไปจากการรับรู้ของผู้คน แต่ของเก่า ๆ เหล่านั้นต่างมีเรื่องราวและกลิ่นอายความทรงจำที่เป็นเอกลักษณ์และหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หากจะนิ่งดูดายปล่อยให้จางหายไปก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดายเกินทน 

โปรเจ็กต์ “Made in Charoenkrung” ก็เป็นหนึ่งในอีกโปรเจ็กต์ที่หยิบ จับ ปรับ ผสม นำความรู้และไอเดียของนักออกแบบรุ่นใหม่มาหลอมรวมกับเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาของร้านค้าเก่าแก่ เพื่อออกแบบสินค้าใหม่ที่เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงช่วยถ่ายทอดเรื่องราวอันยาวนานที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นของร้านต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ร้านเหล่านั้นเลือนหายไปจากโลกยุคใหม่และอนุรักษ์ความรุ่มรวยของย่านเจริญกรุงไว้

โปรเจ็กต์ Made in Charoenkrung ได้ดำเนินมาถึงปีที่ 2 แล้ว ในปีนี้เหล่าทีมงาน Made in Charoenkrung ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมในการรวมเอาความสามารถแบบ ‘ใหม่ x เก่า’ เช่นเคย

ปีแรกเราก็จะมีร้านรุ่นใหม่มาบ้าง เพราะในย่านก็มีหลายรูปแบบ แต่ปีนี้จะเน้นดั้งเดิมเลย ไม่มีรุ่นใหม่เลย มีมาตรฐานเพิ่มเติม 4 ข้อในการเลือกร้าน หนึ่งคือ Valuable มีคุณค่าในความเก่าแก่ เป็นเจ้าแรก สองคือ Rare หาสินค้าที่คล้ายกันยาก สามคือ Unique มีเอกลักษณ์ลอกเลียนแบบไม่ได้ และสี่คือเป็น Last Generation ไม่มีใครมาสืบทอดต่ออีกแล้ว

คุณแป๋ม-ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์หนึ่งในทีมงานของ Made in Charoenkrung เล่าให้เราฟัง หลังจากได้พูดคุยกับคุณแป๋มไปในปีที่แล้วสำหรับ Made in Charoenkrung ปี 1 ปีนี้คุณแป๋มก็ยังคงเล่าเรื่องราวอย่างกระตือรือร้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสเช่นเคย

“ตอนลงพื้นที่แรก ๆ ก็มีสามร้านเลยที่ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ เขาก็บอกว่าปีที่แล้วก็มาเดินดูงานของร้านที่เป็นเพื่อนเขา ก็เลยคิดว่าการที่เราได้เริ่มทำอะไรกับคนในชุมชนอย่างจริงจัง มันส่งต่อถึงกันได้แบบไม่ต้องพยายาม”

รสชาติของความดั้งเดิมและความโมเดิร์น ส่วนผสมที่เข้ากันอย่างอร่อยลงตัว 

ร้านแรกที่ผสมผสานรสชาติแห่งความโมเดิร์นและดั้งเดิมได้สำเร็จได้แก่ ร้านน้ำขมหว่าโถว หยั่นหว่อหยุ่น อายุกว่า 90 ปี ที่ร่วมมือกับ Nosh.Nosh Project และเชฟโอ๊ต เดิมทีน้ำขมเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่คนนิยมดื่มกันมาก โดยสูตรของหว่าโถนั้นผสมสมุนไพรกว่า 36 ชนิด แต่ถึงจะดีต่อสุขภาพ แต่อาจไม่ถูกใจคนรุ่นใหม่ในยุคชานมไข่มุกฟีเวอร์ Nosh.Nosh Project และเชฟโอ้ตจึงร่วมมือกันช่วยพัฒนาไข่มุกจากน้ำขม และแปลงเป็นชานมไข่มุกน้ำขม ถูกใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น

คุณแป๋มเล่าให้เราฟังว่าพี่ประวิทย์ สิทธิพลากร เจ้าของร้านรุ่นที่สาม เป็นคนรุ่นเก่าที่มีความคิดเปิดกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่ ๆ และเรียนรู้อย่างไม่หยุดหย่อน 

ตัวเขาถึงจะขายดีแล้ว แต่พอมาทำเป็นชานม เขาก็รู้สึกว่าเขายังใหม่มากกับสิ่งนี้ ทุกวันนี้เขายังไม่หยุดทดลองเลย ผ่านมาเดือนนึงแล้วเขาก็ยังคอยปรับสูตรตลอด จากคนที่ไม่เคยกินชานมไข่มุกเลย เขาไปซื้อของทุกยี่ห้อมาลอง พูดชื่อร้านไหนไป เขารู้หมดเลย เขาศึกษามาจริง ๆ และพยายามมาปรับของเขาให้ลงตัวมากที่สุด

ร้านสุวรรณเครื่องเทศเครื่องเทศก็เป็นอีกร้านที่เรียกได้ว่าเป็นร้านขายเครื่องเทศต้นตำรับอินเดีย เปิดอยู่มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกกว่า 90 ปีเช่นกัน ร้านรุ่นราวคราวเดียวกันก็ปิดตัวไปหมดแล้ว

ตอนแรกเราก็คิดไม่ออก แต่พอมาลงเอยเรื่องช็อกโกแลตรสเครื่องเทศ เราก็คิดว่าที่นี่น่าจะทำได้ และมันไม่ค่อยมีขายด้วย เราก็คิดว่าเวลาคนมาเที่ยวย่านนี้ก็อยากหาของฝากประจำย่านกลับไป เราก็มองว่าอันนี้น่าจะเป็นของดีของย่านเจริญกรุงได้ ก็เลยเอาไอเดียนี้ไปคุยกับร้าน PARADAi”

PARADAi คือร้านคราฟต์ช็อกโกแลตของคนรุ่นใหม่ ที่โดดเด่นเรื่องการสร้างสรรค์ช็อกโกแลตแบบไทย ๆ เมื่อได้ร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่กับเครื่องเทศต้นตำรับของสุวรรณเครื่องเทศ จึงเป็นการมาเจอกันของช็อกโกแลตเข้มข้นและความหอมเครื่องเทศที่เข้ากันได้อย่างลงตัว โดยมีทั้งแบบช็อกโกแลตบาร์และแบบผงที่สามารถชงดื่มได้

“ตื่นเต้นมากเวลาชิมแต่ละรส แบบเฮ้ย นี่คือรสชาติของเครื่องเทศที่ใส่พะโล้เหรอ” คุณแป๋มเล่าให้เราฟังอย่างตื่นเต้น

ปรับนิด เปลี่ยนหน่อย โมเดิร์นได้แบบไม่สูญเสียตัวตน

ร้านถังไม้เป็นร้านที่เราเปิดตัวร้านแรก ภาพลักษณ์เปลี่ยนไปเลย ดูมินิมอลมาก ๆ คนก็ฮือฮามาก พี่เจ้าของร้าน พี่หน่อยกับพี่อัมภา เขาก็มาเล่าว่าตอบอินบ็อกซ์ไม่ไหวเลย มียอดขายเพิ่มได้อาทิตย์ละ 2-3 ใบเลย

คุณแป๋มเล่าให้เราฟังถึงความสำเร็จของการร่วมมือระหว่างร้านถังไม้สักก้วงเส็งล้งที่มีอายุกว่า 90 ปี กับนักออกแบบรุ่นใหม่ คุณดุ๋ยและคุณลูกท้อจาก o-d-a ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จนี้ใช้แค่การปรับเล็กผสมน้อย และแทบไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอะไรไปมากเลย

แค่เปลี่ยนเส้นสังกะสีรอบถังให้เป็นเส้นทองเหลืองก็ดูดีขึ้นมาแล้ว และแค่ใส่ไม้คั่นกลางก็ใส่ข้าวได้สองช่องแล้ว ช่างไม้ไม่ต้องทำอะไรมาก ตัวห้อยทองเหลืองที่เอาไว้ห้อยฝา เวลาเปิด ไม่ต้องหาที่วาง ก็เพิ่มความสะดวกได้มาก ดูครบครันน่ารัก ไม่เปลี่ยนเยอะ

“ตั้งแต่แรกที่ทำงานด้วยกันพี่ดุ๋ยกับพี่ท้อก็รับฟังพี่หน่อยกับพี่อัมภาเจ้าของร้านมาก เพราะข้อจำกัดเขาก็มีเยอะ ช่างไม้ที่ทำงานที่โรงงาน เขาเป็นคนเก่าแก่โบราณที่ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงมากเกินไปจะยาก พี่ดุ่ยกับพี่ท้อก็พยายามปรับให้น้อยที่สุด น้อยแต่ให้มีฟังก์ชันใหม่” คุณแป๋มเล่า ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการสร้างสมดุลระหว่างคนรุ่นเก่าและใหม่ ที่แม้ว่าจะคนละรุ่นแต่ก็หาตรงกลางได้ไม่ยากเลย

เตียง้วนเฮียง ร้านหมูแผ่นหมูหยองเก่าแก่ก็เป็นอีกร้านที่มีเอกลักษณ์ความเป็นตัวเองอย่างชัดเจน รวมถึงมีจุดเด่นที่หมูกว่า 17 ชนิด แค่ปรับนิดหน่อยก็ดูทันสมัยขึ้นอีกมาก โดยครั้งนี้ได้ Sauce Studio สตูดิโอออกแบบด้านแบรนด์ดิ้งมาช่วยพัฒนาต่อยอดให้เตียง้วนเฮียงสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยการพัฒนาแพคเกจจิ้งรุ่นใหม่ ขนาดเล็กลง ให้ความรู้สึกเหมือนถุงแสน็กเล็ก ๆ กินเล่นได้ง่าย สบาย ๆ แบบ Grab&Go

เราก็พยายามไม่เปลี่ยนอะไรจากที่ร้านมีอยู่เดิมเลย จริงๆ เขาก็มีถุงมีแพคเกจที่ใช้มาตั้งแต่รุ่นเก่าแล้ว แต่แพคเกจก็ค่อนข้างคล้ายกับร้านอื่น เราเลยอยากหาจุดเด่นที่ทำให้เขาแตกแต่ง แต่ยังคงเป็นตัวเองอยู่ แต่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เลยมาลงเอยที่แพคเกจจิ้ง

ด้วยความที่ครอบครัวเขาเป็นชาวจีน ก็จะมีเรื่องความเชื่อ การใช้สี ก็เป็นการที่จะต้องต่อสู้กับความเชื่อ คุณแม่เขาก็จะยึดว่าต้องเป็นแดงเฉดนี้นะ ก็เลยมาลงเอยที่เราทำเป็นสติกเกอร์ที่เข้ากับกับคนรุ่นใหม่ ถุงก็ถือหิ้วได้เลย ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติกด้วย

และนี่ก็เป็นอีกความอะลุ้มอล่วยที่ทำให้สองเจนเนอเรชันพัฒนาไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

สร้างการรับรู้ เพิ่มโอกาสต่อยอด อีกหนึ่งเป้าหมายของ Made in Charoenkrung

จริวัฒน์คือร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายที่ยังอยู่ในย่านเจริญกรุง และคาดว่าอาจจะเป็นร้านสุดท้ายในประเทศแล้ว เดิมทีการสกรีนข้อความหรือโลโก้บนสิ่งต่าง ๆ อาทิ ถุงข้าวสาร หรือรถเมล์ ต้องใช้แผ่นฉลุโลหะเป็นแบบในการพ่นสี แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ยุครุ่งเรืองของจิรวัฒน์ก็จบลง 

ภายในร้านของจิรวัฒน์ประกอบด้วยเหล่าช่างฝีมือขี้อาย 3 คน ที่แม้จะขี้อายแค่ไหน แต่เขาก็ยังอยากเล่าเรื่องราวของเขา อยากเป็นที่รู้จัก และไม่อยากให้ทักษะพิเศษที่เขาใช้หาเลี้ยงชีพมาตลอดนั้นต้องหายไปกับกาลเวลา

คุณฮงจาก Lohameka สตูดิโอทำเครื่องประดับร่วมสมัย ได้เห็นว่าการพับเพื่อเสียบประกอบแผ่นโลหะของจิรวัฒน์เป็นน่าสนใจ เขาจึงให้ที่นี่เป็นต้นทาง ให้ทำแผ่นทองเหลือง แล้วจึงเอาไปเคลือบ ติดเข็มกลัด และเลเซอร์พื้นผิว เพื่อสร้างเป็นเข็มกลัดที่ระลึกของงาน Bangkok Design Week 

คุณแป๋มเล่าให้เราฟังว่าปลายทางของการพัฒนาร้านจิรวัฒน์นั้นอาจไม่ใช่การสร้างสินค้าใหม่ ๆ เพราะรูปแบบการทำงานของร้านเองก็ไม่ใช่การผลิตสินค้าแบบวางขายหน้าร้าน ดังนั้นรูปแบบของจิรวัฒน์จึงเป็นการสร้างการรับรู้ ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก และต่อยอดให้ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ ๆ หันมาสนใจทำโปรเจ็กต์กับจิรวัฒน์ต่อไป

“คู่นี้ไม่ได้วัดออกมาเป็นรายได้ แต่เพิ่มการรับรู้มากกว่า ให้คนรู้จักเขา และมีคนมาทำอะไรกับเขาเพิ่มมากขึ้น เห็นคุณค่าเขา และหวังว่าจะมีคนมาต่อยอดจากตรงนี้ของเขาไปอีก”

เช่นเดียวกันกับ บ้านรักครุฑ กิจการที่หลายคนต่างฮือฮาว่ามีร้านแบบนี้อยู่ในบ้านเขาด้วย 

ใครจะไปคิดว่ามีโรงงานทำครุฑอยู่ในย่าน ใช่ เราก็เห็นด้วยกับคุณแป๋มเป็นอย่างมาก ซึ่งในปีที่แล้วบ้านรักครุฑก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับหลาย ๆ คน องค์ครุฑน่าเกรงขามที่เราเห็นตามกระทรวงหรือธนาคารสร้างขึ้นที่นี่นี่เอง 

ครอบครัวบ้านรักครุฑเขาก็คุยกับเราว่า เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มีคุณค่า ต่อให้นานๆ ทีจะมีคนสั่ง แต่เขาอยากให้คนทั่วไปรู้จักบ้านเขา อยากเล่าเรื่อง ให้คนรู้ว่าเขามีคุณค่าอะไร เขาพูดเสมอว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้ทั้งเขาและเรายังไม่ค่อยพร้อม

ในปีนี้ผลงานที่ออกมาจึงเป็น ‘ของที่ระลึกของบ้านครุฑ’ ซึ่งคุณฤดีจาก Atelier Rudee ก็ได้มาร่วมออกแบบสร้างแหวนครุฑจิ๋ว สร้อยคอครุฑจิ๋ว และเข็มกลัด ซึ่งมีความโดดเด่นที่ลูกปัดครุฑที่ทางบ้านครุฑหล่อเรซินออกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

“เป้าหมายในตอนแรกคือจัดเวิร์กชอปสอนให้ลงสีลูกปัดด้วยเทคนิคของบ้านรักครุฑ เพราะถ้าคนได้มีโอกาสลงมือทำ มันจะรู้สึกถึงทักษะที่แท้จริงมากกว่าแค่เห็นของแล้วซื้อกลับไป แต่สถานการณ์ไม่ค่อยดี เลยหยุดก่อน อาจจะมีเปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ อัดวิดีโอสอนกันไป คิดสำรองกันไว้ประมาณนี้ค่ะ ตอนนี้ก็เปิดขายสินค้าไปก่อน”

รักษาความละเมียดละไมและความสร้างสรรค์เหนือกาลเวลา

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน แต่ความละเมียดละไมและประณีตของสูทจากร้านซินตูอาภรณ์ก็ยังคงขึ้นชื่อเสมอ คุณแป๋มเล่าให้เราฟังว่า “มีคนมาคอมเมนต์เล่าเรื่องราวใต้โพสต์ในเพจเจริญกรุงว่าผมตัดตั้งแต่คุณพ่อยังอยู่ ตอนนี้กางเกงยังใช้ได้ หรือเล่าว่า ตอนนั้นผมแอบมองร้านนี้ตลอด เพราะดูเป็นร้านที่หรูที่สุดในเจริญกรุง ก็มีคนมาช่วยrให้เราว่าร้านนี้เป็นร้านแรกและมีคุณภาพจริง ๆ”

พี่วีกับพี่แก้วเป็นคนละเอียดมาก เนี้ยบมาก ไม่ยอมให้ขั้นตอนไหนหลุด หรือคุณภาพตก เรียกได้ว่าละเอียดขั้นมิลลิเมตรมาก ๆ คุณแป๋มเล่าต่อถึงความเหมือนกันเป็นอย่างมากของเจ้าของร้านและนักออกแบบคู่นี้

ซินตูอาภรณ์เป็นร้านตัดสูทดั้งเดิมที่หลายคนบอกว่าอาจเป็นร้านแรกของเจริญกรุง เปิดมาตั้งแต่ปี 2482 โดยในโปรเจ็กต์ครั้งนี้ได้ คุณวี ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ จาก VL BY VEE ดีไซน์เนอร์ชื่อดังมาช่วยออกแบบสูทใหม่ที่นอกจากจะดูโมเดิร์นมากขึ้นแล้ว ยังมีการปักลวดลายเล่าเรื่องราวของเจริญกรุง ที่ถ่ายทอดออกมาจากพี่แก้ว กิตติ สินพัฒนานนท์ เจ้าของร้านซินตูอาภรณ์ ที่เรียกได้ว่าเกิดและโตในย่านนี้ พี่แก้วยังรับผิดชอบด้านการตัดเย็บและผลิต โดยมีการเลือกเนื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศเมืองไทยมากขึ้น แต่ยังคงความประณีตทุกกระเบียดนิ้วในแบบของซินตูอาภรณ์

คุณแป๋มเล่ามุมน่ารัก ๆ ของคู่นี้ให้เราฟังเพิ่มเติมว่า จุดที่น่ารักมาก ๆ คือพี่วีเสนอให้วางโลโก้ของเราทั้งคู่ไว้ในสูท และพี่แก้วก็เสนอให้สั่งได้สองร้านเลย เขาก็ไม่ได้คิดว่าต้องวางที่ร้านเขาคนเดียว น่ารักมาก ๆ ก็สรุปออกมาว่า ใครที่อยากสั่งแบบ s m l ก็ไปที่ร้านพี่วี ใครอยากสั่งแบบ Tailor-madeก็มาที่ร้านพี่แก้ว พวกเขาสองคนก็มองว่านี่คือโปรดักส์ใหม่ของทั้งสองร้าน

และหากจะพูดถึงของสวย ๆ งาม ๆ ร้าน Eastern Antiques ของคุณยายมาลัย ปรีชานิล ชัยศรีก็เป็นอีกร้านที่มีประวัติยาวนานและมีแนวคิดที่น่าสนใจมากเช่นเดียวกัน สินค้าหลักของ Eastern Antiquesคือเครื่องประดับที่ทำจากชิ้นส่วนกระเบื้องจากถ้วยชามจีนอายุหลายร้อยปีที่แตกหัก เป็นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับของที่ถูกทิ้งไปแล้ว ถือว่าเป็นอีกงานคราฟต์ที่เราคิดไม่ถึงจริง ๆ  

ในโปรเจ็กต์นี้คุณยายมาลัย ได้ร่วมมือกับคุณเอก ทองประเสริฐ เจ้าของแบรนด์ EK Thongprasert

คุณเอกคิดมารอบด้านเลย เสนอว่าอยากแก้ไขทั้งหมด 3 อย่าง ปัญหาแรกคือหน้าร้านคุณยายเหมือนร้านปิด เหมือนบ้านคน ถ้าไม่เข้าไปจะไม่รู้ว่ามีของดี ๆ อยู่ด้านใน เขาก็เลยอยากทำอะไรให้มันเตะตาหน้าร้าน ไอเดียที่สองคือคุณยายมีของดีอยู่แล้ว คือกระเบื้องของคุณยาย ครีเอทีฟมาตั้งแต่ 40-50 ปีก่อนแล้ว แต่คนอาจนึกภาพไม่ออกว่าเครื่องประดับนี้จะเข้ากับเขาได้อย่างไร และคุณยายก็จะเอาเครื่องประดับไปวางบนแท่นสักหลาด มันจะให้ความรู้สึกโบราณเกินไป คุณเอกเลยรีดีไซน์การวาง โดยใส่ซองสุญญากาศให้ดูจับต้องง่ายและเข้ากับคนซื้อมากขึ้น และไอเดียที่สามคือเอากระเบื้องเก่า ๆ ที่คุณยายมี เอาไปปรับรูปแบบให้โมเดิร์นขึ้น ทำเป็นเข็มขัด สร้อย แหวน กำไล ทุกไอเทมเลย

นอกจากนี้คุณเอกยังได้ติดต่อให้ร้าน Lin Oriental ร้านเครื่องเงินในย่านที่เคยเข้าร่วมโปรเจ็กต์ Made in Charoenkrung ในปีแรก มารับหน้าที่ทำอะไหล่และใส่กรอบให้เครื่องประดับของคุณยาย แทนช่างประจำที่กลับบ้านไป เป็นการสร้างระบบนิเวศน์เพื่อพัฒนาย่านเจริญกรุงอย่างทั่วถึง

เราจะเห็นได้ว่าแม้เวลาจะผ่านมากว่า 100 ปี แต่ร้านค้ามากมายเหล่านี้ก็ยังคงเอาตัวรอดมาได้ด้วยตัวเอง แม้ตอนนี้จะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนรุ่นใหม่อย่างเรา ๆ บ้าง แต่ด้วยคุณภาพของสินค้าที่สร้างด้วยใจก็เป็นตัวที่ทำให้ทุกร้านต่างยังมีลูกค้าขาประจำเหนียวแน่น

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ ถ้าคุณภาพของของเราดี เขาก็จะบอกกันปากต่อปากแน่นอน ให้เราคิดถึงสินค้าและลูกค้าให้มากที่สุด ถ้ามันมีคุณภาพจริง ๆ ต่อให้จะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย มันก็จะขายได้” นี่คือคำสอนจากพี่แก้ว ซินตูอาภรณ์ที่คุณแป๋มนำมาแชร์ให้เราฟัง เราเชื่อว่าทุกร้านในย่านเจริญกรุงที่ยังคงมีลูกค้าเหนียวแน่น ต่างก็ยึดถือคตินี้เช่นกัน และเวลาก็พิสูจน์ให้เราเห็นว่า ถ้าของมันดี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ตาย

เก่าอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป และใหม่เกินไปก็อาจทำให้ภูมิปัญญาความทรงจำเก่า ๆ ต้องสูญหายไป หากเราปรับสมดุลของทั้งสองเจนเนอเรชัน เราก็จะสามารถสร้างสิ่งที่สร้างสรรค์และอนุรักษ์เรื่องราวเอกลักษณ์อันมีค่าได้อย่างยั่งยืน

แม้จะเกิดวิกฤติการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้แผนการเปิดตลาดต้องพับลง แต่ Made inCharoenkrung ก็ตัดสินใจปรับตัวมาเป็นรูปแบบออนไลน์ได้อย่างทันท่วงที คุณแป๋มเล่าให้เราฟังว่าแม้จะขายทางช่องทางออนไลน์ แต่ทุก ๆ ร้านก็ได้รับความสนใจไม่น้อย มีคนทักข้อความมาสอบถามตลอด และหากสถานการณ์ดีขึ้นก็มีแผนที่จะหาพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้าเพื่อนำสินค้าไปวางขาย ให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสสินค้าได้มากขึ้น หากผู้อานท่านใดสนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เรื่องราวที่น่าสนใจ และสั่งซื้อสินค้าจากร้านต่าง ๆ ได้ทาง Instagram: @madein. myneighbor และ Facebook: Charoenkrung Creative District

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย: อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]