fbpx
Design+

Bangkok Design Week 2020: Made In Charoenkrung

10 designers and 11 shop owners collaborate to breathe new life into old objects sold within the 150-year-old district in Bangkok.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Photography by Coffeephotographer

Charoenkrung—an old district in Bangkok—is the first centre of commerce in Bangkok. It was built 150 years ago to serve the growing town and trade. The district, dotted with European-style buildings, is mostly inhabited by Thai-Chinese descents whose Chinese ancestors immigrated to Thailand ages ago.

The way of life in Charoenkrung retains elements of the past. The look and feel of the district is preserved. Several shops have been around and remain unchanged over the last 100 years. This is part of Charoenkrung’s irresistible charm.

After relocating to Charoenkrung in 2017, the Thailand Creative and Design Center (TCDC) sought to inject creative energy to the old neighbourhood and help local businesses keep their doors open. Located at the heart of the district, TCDC occupies an eighty-year-old building that was formerly the Bangkok General Post Office.

Made in Charoenkrung, 2020, is one of the projects for this mission. It focuses on helping old and unique local shops sustain their businesses in the modern world by improving their products in term of branding, packaging and creativity. The initiative is a collaboration between 11 local shops (with at least 80 to 100 years in operation) and 10 forward-thinking designers—a marriage of the classic and modern, local and creative. Products born from the collaboration was sold at the Bangkok Design Week 2020, and continue to be used after the exhibition.

Diverse shops were selected for Made in Charoenkrung. They include traditional Chinese medical herb shops, a ritual pillow shop, curry puff shop, handmade metal box shop and more—each chosen for their history and uniqueness. The designers helped to improve and enliven their products. For instance, new packaging was created for medical herbs alongside remakes of old metal boxes.

The curator, Pam-Piyaporn Sawadsingh, told us that a lot of time and patience was required for each part of the process, from contacting the shop owners to developing the products. Some local shops did not understand what TCDC would do and even rejected them. During the development process, it was challenging for the old generation to understand the thoughts of the new generation. To solve the problem, they relied on coordinators who were mostly teenage descendants of the shops.

Despite all that, Pam-Piyaporn told us that the feedback from the shop owners after the project was positive. Some shops reported that they sold eight to nine times more than their usual sales. Pam-Piyaporn even convinced one of the shop owners who was about to close his business (his products had not been selling well) to join the project. After the project, the owner decided to continue running his business. 

For the curators and designers, the greatest gift from Made in Charoenkrung is the feedback from the shop owners and knowing that their efforts contributed to sustaining small local businesses. However, there were some improvements to be made. Some shops were unable to continue making the products independently, which TCDC hopes to refine over time. The ultimate goal is to create practical and sustainable products for the old businesses.

Made in Charoenkrung, Season 2 will launch next year. The curator told us that the next series would form up to 20 collaborations between local shops. They aim to focus more on smaller shops that need help.

To be continued…

ตึกรามบ้านช่องแบบตะวันตก แต่เคล้าไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นไทยเชื้อสายจีน เพราะภายในตึกทรงยุโรปที่มีประตูเหล็กยืดแบบจีนนั้น มีร้านรวงต่างๆ มากมายที่ส่วนมากล้วนเป็นจีน ร้านค้าต่างๆ ที่ยังมีป้ายขื่อภาษาจีน สินค้า อาหารหลากหลาย เปิดเรียงกันไปตามถนน แทรกอยู่ในตัวตึกที่แม้จะดูเก่าแต่ก็มีเสน่ห์ชวนมอง สมกับเป็นย่านการค้าแห่งแรกๆ ในกรุงเทพ สถาปัตยกรรมแบบเก่าแก่ที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ท่ามกลางตึกระฟ้าที่ผุดขึ้นมากมาย เจริญกรุงจึงถือได้ว่าเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง

เสน่ห์ของเจริญกรุงไม่ได้มีเพียงแค่ตัวอาคารที่คลาสสิกเท่านั้น แต่วิถีชีวิตในร้านรวงของคนรุ่นเก่าในย่านนี้ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ในงาน Bangkok Design Week 2020 ที่ผ่านมานี้ นอกจากจะมีการใช้สถาปัตยกรรมเก่าเป็นตัวชูโรงที่แสดงงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ต่างๆ แล้ว TCDC ยังมีการนำร้านชื่อดังในย่านเจริญกรุงมาสร้างสรรค์ด้วย พัฒนา แต่งแต้มดีไซน์ใหม่ๆ เข้าไปในสินค้าที่มีเอกลักษณ์และผ่านร้อนหนาวมากว่าร้อยปีในโครงการ “Made in Charoenkrung”

โครงการ Made in Charoenkrung เป็นความร่วมมือการระหว่างเหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ และร้านค้าเก่าแก่ในเจริญกรุง โดยเหล่านักออกแบบจะเข้าไปช่วยพัฒนาต่อยอดและสร้างสรรค์สินค้าที่ดีอยู่แล้ว ให้เก๋กว่าเดิม ร้านค้าที่เข้าร่วมมีด้วยกันถึง 11 ร้าน โดยเป็นการรวมของขึ้นชื่อชนิดต่างๆ ของเจริญกรุง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารจีน ร้านกะหรี่พัฟ ร้านเกี๊ยว ร้านกาแฟ ยาจีน หมอนไหว้เจ้า กล่องเหล็ก และอีกหลายร้านที่พอเห็นแล้วต้องตกใจว่าเจริญกรุงมีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ดั้งเดิม x โมเดิร์น” “รุ่นใหม่ x รุ่นใหญ่” ของดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่กับร้านค้ารุ่นเก่า กะหรี่พัฟธรรมดาที่นำมาดีไซน์แพคเกจแบบใหม่ หมอนไหว้เจ้าที่ได้แฟชั่นดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่มาออกแบบจะเป็นอย่างไร มาคุยกับผู้ดูแลโครงการ คุณแป๋ม-ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ และมาดูกันว่าความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปร่วมมือกับร้านเก่าแก่ สร้างสรรค์ ปรับปรุง ช่วยเหลือพัฒนาให้พวกเขาเหล่านั้นอยู่รอดไปพร้อมกับการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์แห่งระยะเวลาร้อยปีในสังคมแห่งเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร

เล่าเรื่องโปรเจ็กต์ Made in Charoenkrung ให้ฟังหน่อย เป็นมายังไง ทำไมตัดสินใจทำและเลือกย่านเจริญกรุง?

โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรแกรมนึงของการพัฒนาย่านเจริญกรุง ขอเล่าเท้าความย้อนกลับไปนิดเดียวค่ะ ก่อนที่จะย้ายเข้ามาเจริญกรุง ออฟฟิศของเราอยู่ที่เอ็มโพเรียม เป็นห้าง เราก็ไม่ได้มีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเท่าไหร่ แต่พอเราต้องย้ายมาที่เจริญกรุง ซึ่งเป็นที่ที่มีผู้คนดั้งเดิมอยู่มากมาย ทำให้เราต้องมีปฎิสัมพันธ์กับเขาด้วย ไม่ใช่แค่ทำงานในภารกิจของเราอย่างเดียว

เราก็มีกลยุทธ์ในการทำงานว่าจะต้องมีภารกิจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในย่านเจริญกรุง เพราะเราเป็นองค์การมหาชน ภายใต้ภาครัฐ เริ่มต้นที่เข้ามาเราก็จะต้องทำหน้าบ้านให้น่าอยู่ คือในปีแรกสองปีแรกก็จะพัฒนาทางด้านกายภาพ เช่น การปรับปรุงทางเดิน ทำร่มเงาให้ย่าน พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่เข้าจะต้องมองเห็นว่าพอมี TCDC แล้วมีการเปลี่ยนแปลง มีหน้าบ้านที่สวยงาม เจริญกรุงน่าอยู่

พอมาปีนี้ปีที่สามเราก็เลยมีกลยุทธ์ว่าอยากทำคนในให้แข็งแกร่ง เจริญกรุงมีศักยภาพเยอะมาก มีอาชีพมากมายที่แค่ลงไปเดินเล่นหนึ่งซอยก็จะได้เห็นว่า เฮ้ย มีอาชีพนี้อยู่ด้วย หรือว่ามีอะไรที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราก็เลยอยากทำกับคนที่เขาอยู่มาดั้งเดิมเนี่ยแหละค่ะ เหมือนเป็นการทำให้คนทีอยู่เดิม จากที่เคยรู้สึกแปลกแยกที่มี TCDC อยู่ งงองค์กรนี้เขาทำอะไรกัน ให้เขาเข้าใจว่าความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาขององค์กรเราเป็นประโยชน์กับชีวิตเขาจริงๆ ก็เลยเป็นที่มาของโปรเจ็กต์ Made in Charoenkrung ค่ะ

โดยคอนเซ็ปต์ของมันก็คือการทำงานร่วมกับนักออกแบบ นักออกแบบคือคนที่เรามองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ กับร้านค้าดั้งเดิม 11 ร้านที่เรามองว่าเขาก็เป็นคนในที่อยู่มาเดิม โดยที่เรามุ่งเน้นไปที่ร้านที่เป็นอากงอาม่า ถ้าจะให้ตรงเป้าเรามากๆ เลยก็คือร้านที่อยู่มา 80-100 ปี จริงๆ แล้วเขามีความเจ๋งที่อยู่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดนี้ได้มากอยู่แล้วแหละ แต่พอมาในโลกยุคนี้บางอย่างเขาอาจจะต้องปรับตัว จากแต่เดิมที่เขาเคยขายยาสมุนไพรจีนโบราณแบบดั้งเดิมที่ชั่งเป็นขีดๆ ขาย เด็กรุ่นนี้ก็อาจจะไม่เข้าใจแล้วก็ได้ ก็เลยใช้โปรเจ็กต์นี้เข้าไปลองพูดคุยเปิดใจกับเขา และให้นักออกแบบเข้าไปทำงานด้วย

มีวิธีการเลือกร้านค้ามาร่วมโครงการยังไงบ้าง เลือกจากอะไร ต้องเลือกให้หลากหลายมั้ย?

เน้นความเก่าแก่ที่เขามี และมีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ที่ชัดเจนด้วย และต้องแตกต่างกัน ต้องกระจายให้หลากหลาย เพราะจริงๆ เจริญกรุงมีความหลากหลายเยอะมาก แล้วก็ต้องให้มันแตกต่างจากที่อื่นๆ สมมุติว่า ตรงนี้อาจจะมีร้านเป็ดย่างที่เก่าแก่จริงๆ แต่ถ้าเกิดว่าที่อื่นๆ ก็มีเหมือนกัน เราก็ต้องหาจุดเด่นมากๆ ของเขาออกมา คือต้องมีอะไรที่เด่นเป็นพิเศษมากๆ ที่นี่ที่เดียว ใน 11 ร้านเนี่ยมันหลากหลายมากเลย เราอยากจะได้ทุกอย่างที่เป็นจุดเด่นของเจริญกรุง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ตัดสูท เครื่องเงิน หมอนไหว้เจ้าหรืออะไรก็ตามแต่

กระบวนการที่ต้องทำงานร่วมกับร้านค้าเป็นยังไงบ้าง ยากมั้ยในการจะเข้าไปทำให้เขาเข้าใจเรา?

แน่นอนเลยค่ะ บางทีมันก็ต้องมีบางร้านที่ยากมากเหมือนกัน แต่ว่าขอเล่าพื้นฐานอีกอันนึงก่อน เราทำเพจที่ชื่อว่า Charoenkrung Creative District ปกติแล้วในหนึ่งสัปดาห์เราจะต้องลงไปพูดคุยกับคนในย่านอยู่แล้ว มีทั้งสัมภาษณ์ผู้ประกอบการใหม่ โปรโมทร้านค้าของเขา อีกทางนึงก็คือให้แรงบันดาลใจโดยการไปสัมภาษณ์ร้านค้าเก่าแก่ให้เขาเล่าเรื่องราว แล้วเราก็เอามาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในเพจของเรา ทำให้รู้จักร้านค้ามาก่อนแล้ว มีความสัมพันธ์กันมายาวนานกับบางเจ้าเ ข้าไปคุยกับร้านเขาก็เปิดใจรับเรามากขึ้น

แต่ว่าบางเจ้าที่ยากก็มีเหมือนกัน เราแบบเดินผ่านแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ปล่อยร้านนี้ไปไม่ได้ รู้สึกว่ามีอะไรเจ๋ง แต่เข้าไปคุยกับเขาก็ตอบกลับมาว่า ‘เนี่ยตั้งใจจะปิดอยู่แล้ว ไม่ได้อยากทำแล้ว’ เขาทำมาสามรุ่นแล้ว พอมาถึงวันนี้ร้านเพื่อนเขาปิดหมดเลย เหลือร้านเขาร้านเดียว ไปจีบอยู่นานเหมือนกัน ค่อยๆ คุย ไปจนเขาแบบว่า ‘อะๆ ไหนลองมาดู’ อันนี้ก็รู้สึกภูมิใจเหมือนกันเนอะ ก็น่ารักดี จากตอนแรกที่เขารู้สึกว่ามายุ่งวุ่นวายอะไร เราก็ลองคุยกับเขาดีๆ บางคนเขาไม่เข้าใจนะคะว่าแบบ ‘ทำไปทำไม ทำอะไร แล้วพวกเธอได้อะไร’ ก็ต้องอธิบายไป

แต่ว่าได้เห็นในวันที่เขามายืนขายของที่ตลาดจะรู้สึกภูมิใจมาก เพราะว่าเขายิ้มแย้มแล้วก็ดีใจมากที่มีคนมาดูของของเขา

แบบนี้ผลตอบรับที่ได้จากร้านค้าก็ค่อนข้างดีใช่มั้ย? แล้วเขาเปิดร้านต่อรึเปล่า?

ใช่ค่ะ จากคนที่ต้องการจะปิดอยู่แล้ว เขาก็ตัดสินใจเปิดร้านต่อ อย่างร้านนี้ที่ยกตัวอย่างเป็นร้านทำกล่องเหล็ก ชื่อ บ้วน ฮวด เฮง อาเฮียเขาดูมีวิสัยทัศน์ และดูมีอย่างอื่นน่าทำเยอะ แต่เขาก็ยังสืบทอดธุรกิจของคุณตาแล้วก็คุณพ่อเขามา ตอนแรกเขาบอกว่า ‘เนี่ย! ใบนึงมันขายได้ 20 กว่าบาท ไม่ได้ได้กำไรอะไรเยอะมาก แล้วตอนแรกเปิดกันทั้งซอยเลย ตอนนี้เหลือร้านผมร้านเดียว กับร้านข้างๆ นู้นนนไกลๆ’ แต่พอจบโปรเจ็กต์นี้ไปเขาก็บอกว่า ‘ปีหน้ามาชวนผมทำอีกนะ’ อันนี้ก็คือรู้สึกแบบชื่นใจมาก ผลลัพธ์ก็คือเปลี่ยนใจเขาได้เลยค่ะ

ร้านส่วนมากก็ค่อนข้างมีความสุขกับสิ่งที่เราพัฒนาใช่มั้ย? แล้วเขาเอาไปทำต่อรึเปล่า?

ใช่ค่ะ จริงๆ แล้วใน 11 ร้านแทบจะทั้ง 11 เลยที่เขารู้สึกแฮปปี้กับสิ่งทีได้รับ แต่ว่ามันก็จะมีในรายละเอียดบ้างเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น บางอย่างที่ทำไปแล้ว เขารู้สึกว่าต้นทุนมันอาจจะสูงไปสักนิดนึง เขาก็จะไม่ได้ต่อจากที่เราทำไว้ให้ มันก็ยังมีบ้างแต่เขาก็จะหลงเหลือบางอย่างเอาไว้ค่ะ เราก็ต้องทำสรุปผลเหมือนกันว่าผลตอบรับเป็นยังไง แต่ว่าก็ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เนอะ ยังมีหนึ่งร้านที่ไม่ได้ทำต่อ

คือมีบางร้านเก่าแก่เราไปคุยกับเขาแล้วเขาไม่โอเค เราก็เลยไม่บังคับเขา ก็เลยเป็นที่มาของการเปิดใจรับร้านน้องใหม่เข้ามาสองร้าน เป็นร้านน้องใหม่ที่ฝ่ายธุรกิจ TCDC เขาเคยไปทำงานด้วย แล้วเขาก็แนะนำว่าเราควรจะเข้าไปช่วยพัฒนาร้านนี้ เป็นร้านที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน เขาก็เข้าร่วมโครงการด้วย พอหลังโครงการเขาก็เซ้งร้านไปเลย มันก็มีบางปัจจัยที่เกินที่เราจะช่วยได้ คงเพราะหุ้นส่วนเขาสามคนทำงานประจำ แล้วก็ต้องแบกรับค่าเช่าด้วย จริงๆ ตอนไปถามฟี้ดแบคเขาก็บอกว่าในช่วงงานเนี่ย เขาขายได้มากกว่าเดิมแปดถึงเก้าเท่า เราก็อึ้งมาก สมมุติวันนึงขายได้สิบแก้ว ช่วงนั้นอาจจะขายได้เก้าสิบแก้วร้อยแก้ว แต่ว่าสุดท้ายแล้วอันนี้มันก็เป็นกรณีที่ล้มเหลวไป ด้วยปัจจัยที่ประกอบกันหลายอย่าง

การทำงานกับคนรุ่นเก่าแบบนี้ มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยมั้ย?

ก็มีบ้างนะคะ แต่ก็ไม่ถึงกับยากมาก เรามีทริคบางอย่าง อย่างเช่น ถ้าเขามีลูกหรือว่าหลานก็จะช่วยได้เยอะมาก ยกตัวอย่าง กะหรี่ปั๊บคุณปุ๊เนอะ อันนี้คือชื่อดังมาก คุณแม่เขาน่ารักนะคะ ยอมรับฟังเราตั้งแต่แรก แต่ว่าเขาฟังเราไม่รู้เรื่องเลย แบรนดิ้งแปลว่าอะไร แทคแปลว่าอะไร เขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับพื้นฐานของสิ่งที่พวกเราทำอยู่ แต่พอเขาเรียกลูกลงมาคุยก็เป็นตัวประสานที่ดีมากๆ ค่ะ หลังจากนั้นคือคุยผ่านลูกสาวเขา แล้วค่อยๆ พัฒนากันเรื่อยๆ มา จนทุกวันนี้คุณพี่ปุ๊กะหรี่ปั๊บก็คือน่ารักมากๆ ใครที่เป็น TCDC ผ่านก็คือจะให้ใส่กล่องกลับมาตลอด เขาก็น่าจะแฮปปี้ค่ะ

อันนี้ก็คิดว่ามันก็ไม่ถึงกับยากเนอะ เรื่องช่องว่างระหว่างวัยมันมีทางออกอยู่บ้าง แทบจะทุกร้านเลยค่ะที่เราใช้ลูกหลานเขาช่วยคุย อีกคนที่รู้สึกว่าไม่มีปัญหาถึงจะไม่มีตัวเชื่อมก็ เช่น บ้านเย็บหมอนค่ะ เขาก็ค่อนข้างอายุเยอะ แต่ว่าเขาก็ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เปิดใจรับฟัง ค่อยๆ แบบว่า ‘อ๋อ ป้าต้องทำถุงแบบนี้ใส่ใช่มั้ย ต้องติดป้ายชื่อร้านแบบนี้ใช่มั้ย’ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจทันที แต่เขาก็พยายามเปิดใจ ถ้ามองเรื่องความยากก็รู้สึกว่าค่อนข้างผ่านฉลุยนะคะ ไม่ค่อยยากอะไรเท่าไหร่

ทำงานร่วมกับคนรุ่นเก่าแก่แบบนี้ทำให้เรารู้สึกโหยหาอดีตแบบ Nostalgia บ้างมั้ย?

มีเหมือนกันนะคะ บางทีก็เหมือนคุยกับยายที่บ้าน แต่ว่ามันเป็นในด้านดีซะมากกว่าค่ะ แต่ว่าในหลายๆ ร้าน ลูกหลานเขาก็พยายามเปิด Facebook Instagram ให้เขา แต่ในส่วนตัวเขาเขาก็ยังทำวิธีเดิมอยู่ มีเพื่อนบ้าน บอกปากต่อปากมากกว่า ที่เป็นคนแวะเวียนมาที่ร้าน

มองย้อนกลับไปในช่วงของกระบวนการทำงานและช่วงที่จัดงาน มีอะไรที่อยากแก้ไข และมีอะไรที่ประทับใจมั้ย?

ถ้าอยากแก้ก่อนนะคะ อยากใช้เวลากับการพัฒนาแต่ละร้านให้มากกว่านี้ คือจริงๆ แล้วภายใต้โปรเจ็กต์ของย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ไม่ได้มีแค่โปรเจ็กต์อย่างเดียวเนอะ เรายังมีอีกหลายโปรเจ็กต์ และระยะเวลาการทำงานมันแค่ไม่กี่เดือน สิ่งที่เราทำถ้าจะให้ยั่งยืนมันต้องมาจากความต้องการของเขาที่อยากทำมันจริงๆ ทีนี้ถ้ากลับไปแก้ได้ก็คือ บางร้านเราอาจจะแตะโดนความต้องการของเขาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากแก้ไขโดยที่ก็คือให้มีระยะเวลาการทำงานด้วยกันมากขึ้นค่ะ ให้เข้าใจกันมากขึ้น สิ่งที่ได้ออกมามันจะได้อยู่ต่อไปยาวๆ

ส่วนเรื่องความประทับใจ มันมีบางอย่างที่ลุ้นบ้างเหมือนกันนะคะ ก็อย่างเช่น เราไปให้เชฟช่วยคิดไส้ใหม่ของขนม ออกแบบแพคเกจสวยๆ ไส้ใหม่ก็อร่อย น่าสนใจ แต่ก็กังวลว่าเขาจะขายได้ดีมั้ย เราจัดเป็นบูธหน้าตลาดที่หน้าไปรษณีย์กลาง กะหรี่ปั๊บที่เป็นแค่กะหรี่ปั๊บง่ายๆ ชิ้นละ 8-9 บาท เอามาใส่กล่องกระดาษ ออกแบบตราของร้านเขาให้ใหม่ แล้วก็มีการผูกเชือกแบบที่ไม่ต้องใส่ถุงกลับ มีไส้ใหม่ด้วย ในวันแรกเขาทำมาหนึ่งร้อยกล่อง น่าจะไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ภูมิใจ พี่เจ้าของร้านเขาไม่สามารถมาขายเองได้ก็เลยส่งพี่แม่บ้านที่เขาก็พูดไม่ค่อยเก่งมา ก็ยืนยิ้มๆ เราก็ลุ้นเขามากเลย ก็เลยช่วยขายช่วยพูด แต่ว่าคนก็สนใจมายืนดู คือมันเริ่มจากแบบบรรจุภัณฑ์เนอะ พอเตะตาปุ๊บ คนก็มาถามว่าอันนี้คืออะไร แล้วก็ซื้อๆ แต่มันอาจจะไม่ได้หวือหวามากเพราะเราทำเพื่อให้มันอยู่กับเขาไปนานๆ

คือใน 9 วันอะ เขาก็คือทำเพิ่มจากร้อยกล่องก็เป็นร้อยห้าสิบกล่อง ก็คือขายหมดทุกวัน จนทำผิดกฎตลาด ตลาดเขาบอกว่าจะต้องขายจนถึงสี่ทุ่มครึ่ง แต่ว่าขายหมดภายในชั่วโมงกว่าสองชั่วโมง ปิดโต๊ะก่อนใคร อันนี้ก็ประทับใจเหมือนกัน

มันเห็นผลมากๆ เลยนะคะใจจริงอยากจะทำร้านรถเข็น ร้านมันปิ้ง ไข่นกกระทาที่เขาตัวเล็กจิ๋วมากๆ แต่ว่ามันจะท้ายกว่านี้ถ้า เพราะว่าอย่างบางร้านที่เราเลือก อยู่มานานร้อยปียังไงก็เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เขาก็พออยู่ได้แล้วแหละบางร้าน แต่มันจะท้าทายมากขึ้นถ้ามันช่วยประคับประครองคนตัวเล็กๆ ร้านในย่านเล็กๆ ด้วยค่ะ เดี๋ยวปีหน้ามาลองดูกัน

อย่างนี้แสดงว่าปีหน้าก็จะมี Made in Charoenkrung อีกใช่มั้ย? จะเป็นรูปแบบนี้รึเปล่า.

เราเริ่มเตรียมงานกันแล้วค่ะ เป็น Made in Charoenkrung Season 2 ปีแรกเราเชิญคนที่เป็นดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่มาจับคู่กับร้าน แต่ว่าปีนี้เราจะให้ร้านจับคู่กันเอง ถ้าเป็นดีไซน์เนอร์ต้องเป็นดีไซน์เนอร์ในเจริญกรุงค่ะ จับคู่กันเองในที่นี่หมายถึงว่าถ้าสมมุติมีร้านไอติมอยู่ร้านนึง เป็นไอติมโฮมเมด แล้วมีร้านขนมไทย เราอาจจะเชิญเขามาจับคู่กัน อันนี้ก็ยังไม่แน่ใจนะคะว่ามันจะไปได้ดีแค่ไหน แต่เราอยากจะลองดูว่าส่วนผสมสองอย่างในเจริญกรุงถ้ามาเจอกันแล้วเป็นสิ่งใหม่ มันจะเป็นยังไง โดยที่ทั้งสองร้านก็จะได้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ไปขายกันทั้งสองร้านเลย และจะเพิ่มจำนวนร้านมากขึ้น จากปีนี้ 11 ร้าน ปีหน้าก็อาจจะถึง 20 ร้านค่ะ

แต่ว่าก็จะค่อนข้างทำออกไปในแนวที่ไม่ให้มันหวือหวาหรือว่ากิ๊บเก๋ แต่ว่าอยากให้มันอยู่ไปนานๆ แบบที่เขาสะดวกใจให้อยู่ บางอย่างที่ออกแบบอาจจะทำให้รู้สึกว่ายังไม่ได้แบบว้าวขนาดนั้นอะไรงี้เนอะ แต่บางทีมันก็มีข้อจำกัดว่าถ้าว้าวไปร้านก็อาจจะทำไม่ไหว ก็ต้องค่อยดูๆ ค่อยๆ คุย พัฒนากันไปเรื่อยๆ ค่ะ

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles