fbpx
Arts & Culture

Peera Songkunnatham: From Spanish to Esanian

Combination of modern and tradition.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

‘Esan’ is the name of the dialect of people in the northeast of Thailand, whose ethic is originally Laotian. Esan is so similar to Laotian language that Esanian and Laotian are able to communicate at a certain level, except that Esan language contains only spoken language and uses Thai for its written language. That is why Pee-Peera Songkunnatham’s translation of El llano en llamas, Spanish short stories, by Juan Rulfo to Esan language with the new name ท่งกุลาลุกไหม้ is quite on the cutting edge. Esan has no written language so this translation creates the new dimension of Esan and pushs it beyond the limit of being dialect.

Peera was from Sri Saked. He was born Esan. He has had passion for Thai language since he was young. After received a degree in Cultural Anthopology at a university in the United States, he went back to his hometown and start his career as writer, translator, and columnist. In the present, he lives with his husband in Indiana, the United States, and still continues writing, especially about Esan.

His choice of translating Rulfo’s book to Esan was driven by the fact that there had been no Esan literature that used only Esan language published before. Even the most popular one ลูกอีสาน still uses Esan only in conversations and remains in Thai in other parts. El llano en llamas also inspired him in this aspect because, while being considered as Modernist literature, it uses dialect all over the books. It is the unexpected combination of modern and tradition. 

Another speciality of El llano en llamas is its rhyme. As a result, the process of translating the completely different language and cultural context, along with attempting to keep the rhyme was difficult. For the aspect of language, Peera told us that even though he was born Esan, he is not that expert in Esan language. With the help of his friend, Mor Lam Bank, northeastern-styled singer, he finally composed the well rhymed Esan in ท่งกุลาลุกไหม้. Peera also indicates the new dimension of cultural materials that each word doesn’t have to have only one dimension of meaning as shown in his use of Thung Kula, the area in the northeast of Thailand, as the name of the story. While being regardless of it physical location, he consider it as the icon of indigence and upheaval.

One of the most interesting purpose of his choice of translation is that he wish to ‘reclaim’ his identity of being Esan. Since his childhood, people avoid talking to him in dialect. They always use Thai with him because his family is a middle class and he is the symbol of moving up social ladder. As a result, his Esan language was not natural and he was always made fun when speaking Esan. This translation was orginally to reclaim his identity and show that the semi-speaker like him could do good for Esan. However, Peera told us that eventually, the identity that he reclaimed is still not blended in with the majority. Also, his act of reclaiming through foreign literature made him even more queer. Nonetheless, he accepted and embrace that now. He knew best that he is proud of himself, understand the beauty of Esan language and appreciated his identity. His goal is already achieved.

Can we considered your work as the movement of language politics? We asked. Peera answered that he doesn’t consider himself as the starter of any movement. He only does what he wants and doesn’t expect any follower. He also said he believes that he is not the first of this kind. There definitely are writers who write in completely Esan out there. It is only that their works haven’t been published.

ท่งกุลาลุกไหม้ open the door for us to Esan literature, the field of literature that is overshadowed by Thai literature but has its own irresistible charm, its paradoxical dynamic. Esan is a spoken language while literature should be written. Esan is only an ethnic in Thailand without their own territory. Esan writers have hard time deciding between using Esan or Thai language, between writing for Esan people or for Thai majority, which is the most powerful in literature field. These kinds of paradox and irony is what Esan literature have been facing and ท่งกุลาลุกไหม้ is hoped to establish the new standard of Esan written language and solve at least one paradox.

“I see myself in the past as one of the readers. If I had a chance to read this, it would open up the new world for me, that my own precious language could be used to translating things from across the world, and it would not be limited to be only dialect anymore”

“ออนซอนเด้” คำภาษาอีสานที่แปลเป็นไทยภาคกลางได้ว่า น่าทึ่งมาก คือคำที่เราขอใช้อธิบายความรู้สึกตอนเห็นบทความเกี่ยวกับคุณพี-พีระ ส่องคืนอธรรม และการแปลหนังสือรวมเรื่องสั้นภาษาสเปน El llano en llamas ของ ฆวาน รูลโฟ (Juan Rulfo) เป็น “ภาษาอีสาน” ของเขา โดยตั้งชื่อใหม่ให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพื้นแผ่นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ท่งกุลาลุกไหม้

คุณพีระเป็นคนศรีสะเกษแต่กำเนิด เขารักในภาษาไทย ชอบแต่งกลอนตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นที่ใช้ยูสเซอร์เนมในเว็บบอร์ดว่า “ฉันรักภาษาไทย” หลังจบม. 6 เขาสอบชิงทุนได้ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเลือกเรียนมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกตีความ คิดวิพากษ์ จับสังเกต และเรียนรู้จากการพูดคุยกับคน เขากลับมาพร้อมกับไฟในตัวที่พุ่งแรง และเดินสายนักแปลนักเขียน เขียนบทความ เขียนเรื่องสั้นส่งไปให้เว็บไซต์ต่างๆ จนได้เป็นนักข่าวประจำของ อีสาน.com ปัจจุบันนี้เขาย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกากับสามี แต่ยังคงเขียนบทความ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับอีสานบ้านเกิดต่อไป

ทำไมถึงเลือกแปล El llano en llamas เป็นภาษาอีสาน?

เป็นคำถามยอดฮิตที่เราเชื่อว่าคุณพีน่าจะตอบมานับครั้งไม่ถ้วนในบทสัมภาษณ์อื่นๆ แต่เราก็อดถามไม่ได้ และคุณพีเองก็รับปากเราว่าจะตอบให้ต่างไปจากเดิม “เคยอ่าน ลูกอีสาน มั้ย? จะสังเกตว่าตัวที่เป็นภาษาอีสานจะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด ตัวบทบรรยายจะเป็นภาษาไทยกลาง งดงาม ตามมาตรฐาน” คุณพีพูดถึงหนึ่งในวรรณกรรมอีสานที่โด่งดังจากรางวัลซีไรต์ในปี 2552

“วรรณกรรมอีสานที่เราเคยอ่าน ถ้าไม่เขียนเป็นภาษาไทยมาตรฐานไปเลยก็จะเป็นภาษาไทยที่มีภาษาถิ่นมาปะปน แต่ไม่ได้เขียนโดยเอาภาษาถิ่นเป็นหลักยึดจริงๆ เราก็เลยรู้สึกว่าอยากแปลเล่มนี้ให้เป็นอีสาน ให้มันเป็นมิติใหม่ของวรรณกรรมอีสาน ก็คือฝันใหญ่มาก เพราะว่าภาษาอีสานก็ไม่แน่น มีปมมาตั้งแต่เด็กว่าพูดภาษาอีสานไม่ได้ อันนี้เลยเป็นความฝันอันสูงสุดในช่วงที่เรียนจบ (หัวเราะ)”

แล้วทำไมต้องเป็น El llano en llamas?

คุณพีอธิบายให้เราฟังว่าหนังสือภาษาสเปนที่รวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับชาวบ้านในเม็กซิโกเล่มนี้เป็นหนังสือที่ใช้ภาษาถิ่นปะปนไปตลอดทั้งตัวบทบรรยายและบทสนทนา และยังมีความเป็นกวี เล่นคำ เล่นจังหวะตลอดทั้งในคำพูดและบทบรรยายความคิดตัวละคร

“เรื่องนี้เซอร์ไพรส์เราตรงที่มันเป็นเรื่องสั้นที่ใช้ภาษาชาวบ้าน แต่มันเป็นกวีมากเลยเว้ย มันเป็นเรื่องสั้นที่ใช้ภาษาชาวบ้าน แต่ว่าโครงสร้างมันซับซ้อนจังเลยว่ะ”

“ก่อนที่เราจะจ๊ะเอ๋กับเล่มนี้ เราชอบอ่านเป็นโมเดิร์นนิสต์ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ นักเขียนที่ทดลองกับรูปแบบในการเขียนและพยายามเข้าถึงจิตสำนึกของคน เราอินกับพวกกระแสสำนึก ฆวาน รูลโฟเขาทำทำนองนั้นเหมือนกัน เขาพยายามเข้าถึงอะไรที่เป็นสมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกันฐานรากของเขามันกลับกลายเป็นความเป็นท้องถิ่น ซึ่งเราไม่เคยคิดว่ามันจะมาอยู่ร่วมกันได้แบบนั้น”

การถ่ายทอดความงามของภาษาในรูปแบบกวี

ด้วยข้อจำกัดที่ตนเองไม่ได้ช่ำชองกับภาษาอีสาน ไม่ได้โตมากับการฟังหมอลำ คุณพีจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนหลายคน หนึ่งในนั้นคือหมอลำแบงค์ ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ผู้เชี่ยวชาญการแต่งเพลงหมอลำ และหมอลำก็คือกวีในแบบฉบับภาษาอีสานนั่นเอง “เช่นเวลาแปลคำว่า ‘ร้องไห้’ เราก็ใช้ ‘ฮ้องไห้’ แบงค์ก็มาบอกให้สลับเป็น ‘ไห้ฮ้อง’ มันจะเป็นกวีมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนอ่านที่รู้ภาษาอีสานทั่วไป เขาจะสัมผัสได้ถึงการยกระดับไปเป็นกวีอีกขั้นหนึ่งในบางจุด”

นอกจากนี้คุณพียังพยายามใช้สัมผัสอักษรเยอะๆ เพื่อคงความเป็นกวีไว้ “มีตัวละครลงไปนอนตัวงออยู่บนพื้น เราก็เขียนว่า ‘ขดงอล่องง่อง’ คำว่า ‘ล่องง่อง’ เป็นคำสร้อยในภาษาอีสาน ผูกเข้าด้วยกันทำให้มีการสัมผัสอักษรระหว่างองูกับงองู”

แต่สุดท้ายคุณพีก็สรุปปิดท้ายในทางตรงข้ามว่า “จริงๆ เราไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้ ภาษาชาวบ้านเป็นภาษากวีอยู่แล้ว มีจังหวะจะโคนของมันที่มันไม่แข็งตายซากเหมือนภาษาราชการ แค่เราเขียนภาษานั้นลงไปในกระดาษมันก็เป็นกวีแล้ว”

การเปลี่ยนผ่านบริบททางวัฒนธรรม

เรื่องบริบททางวัฒนธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นอีกปัญหาหลักในการแปล เราจะสวมทับวัฒนธรรมหนึ่งเข้ากับวัฒนธรรมอีกซีกโลกอย่างไรให้แนบเนียนไร้รอยต่อ

“อันนี้น่าสนใจมากเลย แล้วมันตัดสินไม่ได้ด้วย ต้องถามคนอื่นว่ามันสำเร็จรึเปล่า” คุณพียกตัวอย่างเรื่อง ‘ข้าวจี่’ ให้เราฟัง ข้าวจี่ในความคิดของทุกคนคือข้าวเหนียวทาไข่ ปิ้งขายชิ้นละ 5 บาท แต่จริงๆ แล้วในภาษาของสปป.ลาว ข้าวจี่สามารถหมายถึงขนมปังได้อีกด้วย และการใช้คำว่าข้าวจี่เรียกแทนขนมปังดูจะเข้ากับความเป็นจริงมากกว่าการเรียกขนมปังว่า ‘ขนม’ แบบบ้านเราด้วยซ้ำ “จริงๆ แล้วคนอื่นเขากินเป็นของคาว ไม่ได้กินเป็นขนม เพราะฉะนั้นภาษาสปป. ลาวที่แปลว่าข้าวจี่ มันอาจจะตรงกับบริบททางวัฒนธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ”

ตัวอย่างที่คุณพียกมาทำให้เราเห็นในอีกมุมหนึ่งว่า บริบททางวัฒนธรรมมันเปิดกว้างกว่าที่คิด เหมือนที่ข้าวจี่ไม่ได้แปลว่าข้าวเหนียวทาไข่เพียงอย่างเดียว เราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความถูกต้องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากเห็นว่ามีวัตถุดิบในวัฒนธรรมเราที่มีความหมายหลากหลาย และหนึ่งในความหมายนั้นเหมาะสมจะเอามาเปลี่ยนผ่าน ก็ใช้ไปเลย

“อย่างเช่นคำว่าท่งกุลา ก็หน้าด้านใช้ไง มันใช่ท่งกุลาที่ไหนล่ะ มันอยู่เม็กซิโก จะมีท่งกุลาได้ยังไง แต่เราเชื่อว่าถ้าเราใช้อีกความหมายหนึ่งมันน่าจะใช้ได้ ให้ใช้เป็นคำเฉพาะที่มีความหมายเหนือพ้นไปจากแค่ความหมายด้านเดียว ท่งกุลาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่แถวบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด แต่มันอาจจะเป็นทุ่งที่หนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความแห้งแล้งและการลุกฮือ”

เมล็ดพันธุ์แห่งวรรณกรรมอีสานที่ได้รับการต่อยอดและการสร้างความเคลื่อนไหวทางการเมืองภาษา

ฟังจากที่เล่ามาทั้งหมด เราอาจจะคิดว่า ท่งกุลาลุกไหม้ คือวรรณกรรมอีสานที่เป็นภาษาถิ่นทั้งหมดเล่มแรก แต่คุณพีบอกว่า “เราเชื่อว่ามันมีนักเขียนที่เขียนแบบนี้แต่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ มันต้องมีแน่ๆ” คุณพีเล่าถึงหมอลำชาวยโสธรคนหนึ่งที่เขาเคยพบสมัยทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ “เขาเป็นกวี ชอบฟังหมอลำโบราณ ชอบอ่านเขียนภาษาโบราณของอีสาน เขาเป็นนักเขียนด้วย แต่งานเขาไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ มีผลงานสามเล่มที่เขียนขึ้นมาเป็นกลอน เป็นเรื่องสั้น แต่เป็นทั้งภาษาไทย ลาว อีสาน ปนกัน มันงดงามมากเลย”

“ของเรามันอาจจะเป็นเล่มแรกที่สังคมได้เห็น แต่ว่าเราเชื่อว่ามันมีเมล็ดพันธุ์นี้อยู่แล้วในคนทั่วไป ไม่เชื่อก็ไปเปิดดูเฟซบุ๊ค ในกลุ่มเก็บเห็ดต่างแดน ผู้หญิงอีสานที่เขาไปแต่งงานกับผู้ชายในต่างประเทศ เขาใช้ภาษาถิ่นในการเขียนเฟซบุ๊ค แล้วมันงดงามมากเลย เราก็รู้สึกว่ามันมีอยู่แล้ว เพียงแต่มันไม่เคยถูกหยิบมาใช้ มันไม่เคยถูกใช้อย่างจริงจังจนถึงขั้นเอาไปแปล หรือเอาไปดัดจนเป็นภาษาเขียน”

อย่างนี้หนังสือของคุณพีระถือเป็นการสร้างกระบวนการความเคลื่อนไหวในการเมืองภาษารึเปล่า? เราถามต่อ

“เคลื่อนไหวจริง แต่ไม่ค่อยเป็นกระบวนการเท่าไหร่ เป็นกระบวนการก็ต้องเป็นแถว มีความเป็นขบวน แต่อารมณ์ของเราคือเราทะเล่อทะล่าเข้าไปทำ ปีนป่าย ดิ้นรนหาทางทำจนมันได้ ก็มีคนอื่นพยายามทำเหมือนกัน แต่เราไม่รู้สึกถึงความเป็นมูฟเมนท์ ไม่รู้สึกว่าเป็นหัวขบวนอะไร แล้วก็มาค้นพบว่าจริงๆ แล้ว เราก็มีความเป็นทั้งคนในและคนนอกในวงการวรรณกรรมอีสาน ไม่รู้ว่าเพราะเป็น LGBT หรือเป็นชนชั้นกลางในเมืองรึเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน”

การเป็นทั้งคนในและคนนอกนำไปสู่การทวงคืนความเป็นคนอีสานให้ตัวเอง

เราเคยอ่านเจอในบทสัมภาษณ์ของคุณพีระว่าหนึ่งในจุดมุ่งหมายของการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอีสานคือ “การทวงคืนความเป็นคนอีสานให้ตัวเอง”

“เป็นปมด้อยที่ซ้อนอยู่ในปมเด่นแปลกๆ ตอนเด็กๆ เราก็จะเป็นเด็กในเมือง ลูกคุณหมอ เขาก็จะพูดไทยกับเรา ไม่พูดภาษาลาว เพราะว่าเราเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเลื่อนชนชั้นจากรุ่นพ่อแม่ มันก็เลยเป็นปมเด่นสำหรับคนอื่นแต่เป็นปมด้อยสำหรับเรา เพราะว่าพอเราพยายามพูดลาว แล้วมันออกมาเพี้ยน ออกมาไม่คือ ‘มันบ่คือ’ คนก็จะหัวเราะใส่เรา เขาอาจจะตลกในแง่ที่แบบ น่ารักจังเลย แต่สำหรับเราคือ น่าหัวเราะเยาะจังเลย”

“แต่การทวงคืนของเรามันก็ย้อนแย้งในตัวเองอยู่ ทำไมเราต้องไปทวงคืนผ่านการแปลงานจากเม็กซิโก มันเมกเซนส์ยังไง ทำไมต้องถ่อไปทวงคืนถึงเม็กซิโก ก็กำลังพยายามหาคำอธิบายให้สิ่งนี้เหมือนกัน ซึ่งพอเราทวงคืนมาแล้ว เราไม่ได้เป็นอีสานแบบกลมกลืนกับคนอื่น ความเป็นอีสานของเราก็นอกคอกอยู่ดี”

“ซึ่งทุกวันนี้รู้สึกว่าดีนะ มันก็มีความเป็นเควียร์ รู้สึกว่าเราไม่ต้องทวงคืนอะไรแล้ว เพราะเราทวงได้แล้ว เรายืนยันกับตัวเองได้แล้วว่าเราเข้าถึงความงาม เข้าถึงการเมืองของมัน เราเข้าใจมัน เราภูมิใจในตัวเอง เรารู้สึกเชื่อมโยงกับคนอื่นที่เราอยากเชื่อมโยงด้วย” และตอนนี้คุณพีก็พูดภาษาอีสานได้อย่างที่มัน ‘คือ’ แล้ว แค่นั่งอยู่บนแคร่ที่ร้านขายของชำหน้าหมู่บ้าน แล้วก็ฝึกพูดไป

วรรณกรรมอีสานวรรณกรรมแห่งความย้อนแย้ง

“เอกลักษณ์ของวรรณกรรมอีสานคือความขัดแย้งของตัวเอง ไม่ได้เป็นแง่ลบนะ ถ้าพูดให้ดูดีคือพลวัตภายในตัวเองมันเยอะ มันสูงมาก แม้แต่คำว่าวรรณกรรมกับอีสานก็ขัดกันเองแล้ว”

คุณพีอธิบายต่อว่าคำว่า ‘อีสาน’ คือคำที่คนไทยเรียกแทนเชื้อชาติลาวในแผ่นดินสยาม เป็นคำที่เจ้านายสยามเอามาครอบงำเชื้อชาติ และทำลายภาษาเขียนที่มีมาก่อนของชนชาตินั้น เอาภาษาไทยใส่เข้าไปแทน “อยู่มาวันหนึ่งมีคนอีสานลุกขึ้นมาเขียนวรรณกรรม คือมันกลายเป็นแค่ภาษาพูดไปแล้ว แต่คำว่าวรรณกรรมมันคืองานเขียน มันไม่ใช่การพูด หมอลำที่มีมันก็เป็นการพูด”

“วรรณกรรมอีสานเหมือนจะเริ่มจากศูนย์ เริ่มจากว่า ‘กูไม่มีงานเขียน แล้วกูก็ไม่มีชาติพันธุ์ด้วย กูเป็นอีสาน กูคือชาติพันธุ์ไทย สาขาอีสาน’ มันก็เลยมีความขัดแย้งในตัวเองสูง เหมือนถูกถอดรากออกไป ซึ่งถ้ามองจากมุมของเรา มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหายเสมอไป มันกลับเป็นความท้าทายว่า ในเมื่อไม่มีรากแก้วแล้ว มีแต่รากฝอย ก็คงจะสนุกดีเหมือนกัน”

“รวมเรื่องสั้น ฟ้าบ่กั้น ของลาวคำหอม ก็มีการฝังความขัดแย้งในตัวเองตั้งแต่แรก เล่มนี้เป็นหนังสือรุ่นบุกเบิกเลยนะ แต่ว่าเป็นการเขียนเรื่องคนอีสานให้คนภาคกลางอ่าน แต่คำอุทิศของหนังสือคือ ‘แด่แม่ผู้ไม่รู้หนังสือ’ อ่าว แล้วแม่เขาจะอ่านได้มั้ยละ ก็อ่านไม่ได้ไง แต่ก็จะยังอุทิศให้แม่ไง น่าสนใจมาก มันซับซ้อนลงไปได้เรื่อยๆ นักเขียนแต่ละคนที่มาจากภาคอีสานก็จะเป็นแบบนี้ตลอด จะมีระดับความขัดแย้งระหว่างภาษาพูดภาษาเขียน ระหว่างความเป็นคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นนี้ ระหว่างการเขียนให้คนท้องถิ่นอ่าน หรือระหว่างการเขียนให้คนภาคกลางหรือคนที่ถืออำนาจอยู่ในวงการวรรณกรรมไทยอ่าน มันมีหลายขั้วมาก” คุณพียกตัวอย่างความขัดแย้งของวรรณกรรมอีสานให้เราฟังเพิ่มเติม

คุณพียังบอกอีกว่าบางทีท่งกุลาลุกไหม้อาจสร้างภาษาอีสานในแบบภาษาเขียนขึ้นจริงๆ เหมือนตอนที่ภาษาไทยยังมีแต่มุขปาฐะ และร้อยกรอง วรรณกรรมแปลจากภาษาต่างชาติก็เป็นตัวสร้างร้อยแก้วภาษาไทยให้เกิดขึ้น

“ถ้าจะเปรียบเทียบกระบวนการนี้กับท่งกุลาลุกไหม้ก็อาจจะได้ ในเมื่อภาษาอีสานไม่มีร้อยแก้ว การแปลหรือการเขียนวรรณกรรมก็จะช่วยรังสรรค์ สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับภาษาเขียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นบทกวี ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอลำให้มากขึ้น แล้วต่อไปมันก็จะเป็นตัวของมันเอง”

“เราทำไปด้วยความศรัทธาในคนอ่าน เราเห็นตัวเราเองในอดีตเป็นคนอ่านด้วย ถ้าตัวเราเองในอดีตได้มาอ่านอันนี้คงได้เปิดหูเปิดตาว่ามันใช้ภาษาอย่างนี้ได้ วัฒนธรรมของเราที่ถูกจำกัดด้วยคำว่าถิ่น ถูกจำกัดให้เป็นสาขาหนึ่งของชาติ มันเป็นได้มากกว่านั้น มันไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ถิ่น แต่มันใช้แปลอะไรที่อยู่นอกทวีปได้”

อีสานยุคใหม่ในแฟนฟิคชั่นและจอยลดา

เราขอให้คุณพีแนะนำหนังสือในแวดวงวรรณกรรมอีสานที่น่าสนใจสักเล่มสองเล่ม ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือเก่าแก่ เช่น ฟ้าบ่กั้น ที่พูดถึงไปตอนต้นแน่นอน แต่คำตอบของคุณพีเหนือความคาดหมายของเราไปไกลมาก

เรื่องแรกคือ #ขย่มวังหลัง เคียงบัลลังก์ฝ่าบาท’ ของมูมู่ เป็นนิยายแชทบนจอยลดาแฟนฟิกชันที่แปลง Wannaone จากเกาหลีใต้เป็นราชวงศ์ร้อยเอ็ดที่อีสาน

“เป็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แฟนฟิกชั่นที่เล่นกับความเป็นอีสานแบบไม่จริงจัง ทุกอย่างไร้สาระหมดเลย มีให้ตัวละครบางตัวพูดภาษาอีสานด้วย มีมะเดหวีมาจากชวาด้วย มันอิรุงตุงนังมั่วไปหมด ฤดูหนาวที่ร้อยเอ็ดแล้วหิมะตกบึงพลาญชัยกลางเมืองกลายเป็นลานสเก็ต คือเขาสามารถมากที่จะเปลี่ยนภูมิภาคอีสานให้แฟนตาซีไปเลย ซึ่งมันอาจจะเข้าใกล้ความเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะสมัยก่อนมากกว่าวรรณกรรมอีสานที่เราเห็นกันด้วยซ้ำ วรรณกรรมอีสานโบราณมันก็คือแฟนตาซี มันคือการบุกป่าฟ่าดงฆ่ายักษ์ ฆ่าพญานาค เอ้ยไม่ใช่ฆ่าพญานาค อันนี้ศักดิ์สิทธิ์(หัวเราะ) ฆ่านางไม้ มันอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้นรู้สึกว่าบึงพลาญชัยกลายเป็นลานน้ำแข็งมันเก๋”

“มันสนุกอะ เราไม่รู้สึกว่าต้องนับถือมัน ไม่รู้สึกว่าต้องกราบ ไม่รู้สึกว่ามันศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นตัวแทนของเจเนอเรชั่นอะไรขนาดนั้น แต่เรารู้สึกว่ามันมีค่า”

อีกเรื่องที่คุณพีแนะนำคือ Esania: Sector Nine นิยาย Post-Apocalyptic ในเว็บบอร์ดชมรมอีสานจุฬา เล่าถึงโลกอนาคตที่อีสานกลายเป็นทะเลทรายและมีมนุษยชาติเหลือเพียงน้อยนิด มีคน 2 คนที่พยายามไปสืบเสาะหาอารยธรรมที่สูญหาย บนที่ราบสูง Esania แล้วไปเจอโอเอซิสแห่งหนึ่งซึ่งศูนย์รวมวัฒนธรรมอีสานไว้ 

“แล้วมันสนุกมากอีกอย่างหนึ่งเพราะมันเป็นนิยายในเว็บบอร์ด ซึ่งหมายความว่ามันเป็นกันเองจนกระทั่งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านได้ คือเขาเขียนมาตอนนึงก็จะมีแฟนคลับมาคอมเม้น มีการตีกลับไปกลับมาระหว่างคนอ่านกับคนเขียน”

“อันนี้เป็นสองตัวอย่างของวรรณกรรมอีสานที่ไม่เป็นเล่มแต่มันสนใจมากเลย จริงๆ มันเป็นมิติใหม่ มันไม่มีความจริงจังอยู่เลย ไม่เคยเสแสร้งว่าเป็นวรรณกรรม ไม่เคยอยากจะเข้าไปอยู่ในทำเนียบวรรณกรรม มันเดินออกมาเลย อยากทำอะไรก็ทำ”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles