fbpx
Design+

THIS.MEANS.THAT Studio Creates A 21st-century Thai Amulet

Documenting a changing society through new objects

Words by
Anantaya
Location
Thailand

A Nang Kwak (Thai amulet); a tray of gifts at weddings; plastic chairs or traffic cones are the last things people think about when talking about home decorations. To most, they are too ‘normal’ to be interesting. However, these are familiar Thai objects and important narrators of Thai culture.

THIS.MEANS.THAT Studio, founded by Tunchanok Yavilas and Panjapol Kulpapangkorn, intends to create products with their own stories. They decided to play with traditional Thai objects, giving them a new appearance. The makeovers not only give the objects new looks but tell stories of modern society and the changing notion of value in Thailand.

Nang Kwak is a perfect example. As the studio is located in the Sao Chingcha area, an old town, there are many Buddhist alm shops in the neighbourhood. Every shop has its own Nang Kwak as it is the most popular amulet for trade. The Nang Kwak gradually came into their minds and became the main inspiration for their first project.

Traditional Nang Kwak carries a golden pouch, which was a symbol of richness in the past. Drawing reference from 21st-century society, the studio designed their Nang Kwak to carry the brandname bag instead. Instead of golden pouches, it is luxury handbags that indicates wealth today. Part of the studio’s purpose is to document changing Thai beliefs, society and value via objects.

The name THIS.MEANS.THAT also has something to do with the concept of their products. It derived from the book, This means this. That means that. This means that, favoured by the duo. Later, they discovered that the title relates to the idea of recounting stories through objects, which become narrators.

Drawing from the philosophy, ‘good design is [about being] a good citizen’, the studio believes that design affects society and as a result, should convey useful messages or tell important social and cultural stories.

            นางกวัก พานขันหมาก เก้าอี้พลาสติก กรวยรถยนต์ คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนนึกถึงในหมวดหมู่ของของแต่งบ้านที่จะเพิ่มความเก๋ไก๋มีสไตล์ให้บ้าน เราอาจจะคิดว่าของขลังและของที่เห็นจนชินแบบนี้จะเอามาตกแต่งให้มันพิเศษได้ยังไง แต่อย่าลืมไปว่าของที่เราคิดว่าธรรมดาและเห็นจนชินตาเช่นนี้นั้น ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมในด้านที่แตกต่างกันของคนไทย นางกวักและพานขันหมากสะท้อนวัฒนธรรมด้านความเชื่อ ส่วนเก้าอี้พลาสติกและกรวยรถยนต์สะท้อนวิถีชีวิตทั่วไปของเรา แล้วจะเสียหายอะไร ถ้าหากเราหยิบยกเอาสิ่งที่เราชินตาอยู่มาแล้วมาดัดแปลงรูปแบบ เปลี่ยนนิด ปรับหน่อยให้สิ่งที่คนมองข้ามเหล่านี้มีสไตล์ขึ้นมาได้ แถมยังได้บอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมของเราผ่านสิ่งที่มันแปลกตาขึ้นไปอีก และนั่นคือสิ่งที่ THIS.MEANS.THAT Studio ทำ

THIS.MEANS.THAT Studio สตูดิโอที่เกิดจากการรวมตัวกันของ นก-ธันย์ชนก ยาวิลาศ และ ไผ่-ปัญจพล กุลปภังกร สตูดิโอนี้เป็นที่รู้จักและฮือฮาในในปี 2014 เมื่อคุณไผ่และคุณนกตัดสินใจหยิบยกแนวคิดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือการนำเอาเครื่องรางของขลังของไทยอย่าง ‘นางกวัก’ มาปรับรูปโฉม ใส่แว่นกันแดดและเพิ่มกระเป๋าแบรนด์เนมใบเก๋ให้ มาพร้อมชื่อใหม่ ‘มิสเวลคัม’ เพื่อบอกเล่าเรื่องราว และค่านิยมของความร่ำรวยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงในยุค 4G นางกวักถือถุงทองคงไม่เหมาะเท่านางกวักถือเบอร์กิ้นแล้วสำหรับยุคนี้

ความเป็นมาของ THIS.MEANS.THAT Studio

            “เราตั้งใจว่าเราจะออกแบบของแต่งบ้านที่มีเรื่องราว โดยที่เราก็ดึงเอาสิ่งของ เรื่องราว หรือบริบทรอบตัวที่คนคุ้นเคยกันมาเล่าใหม่ในแบบของ THIS.MEANS.THAT”

“เราอยากสร้างพื้นที่ทางการออกแบบ เลยสร้างสตูดิโอ THIS.MEANS.THAT ขึ้นมา โดยพื้นฐานแล้วเนี่ย นกกับไผ่จบ Industrial Design ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมา แล้วนกก็ไปเรียนต่อ Graphic Design ที่อังกฤษส่วนไผ่ก็ไปเรียนต่อ Jewelry Design ที่อังกฤษ พอเรากลับมาเราก็รู้สึกว่าเราสนใจที่จะทำงานออกแบบที่มีการสื่อสารเรื่องราว ปี 2014 เราก็เลยสร้าง THIS.MEANS.THAT สตูดิโอขึ้นมาค่ะ”

ชื่อ THIS.MEANS.THAT มีที่มาจากอะไร?

“ตัวชื่อสตูดิโอ THIS.MEANS.THAT จริงๆ แล้วมันมาจากชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เราสองคนชอบตั้งแต่ตอนสมัยเรียน ชื่อหนังสือจริงๆ มันชื่อว่า ‘This means this. That means that. This means that’ ครับ ซึ่งหนังสือเล่มนี้มันเกี่ยวกับการเล่าเรื่องว่างานศิลปะแต่ละชิ้นมันสามารถสื่อสารอะไรได้บ้าง อะไรประมาณนี้ ประกอบกับการที่เรากลับมาเริ่มทำด้วยกันตอนแรกมันยังไม่ได้มีชื่อสตูดิโอ แล้วงานที่เราทำออกมามันเป็นโปรเจ็กต์ที่เราต้องการที่จะสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ผ่านวัตถุชิ้นหนึ่ง ซึ่งเวลาเราสื่อสารออกไป ตัววัตถุนี้มันสามารถสื่อสารต่อไปให้กับกลุ่มคนที่เข้ามาเห็นได้ เราเลยคิดว่าชื่อนี้มันค่อนข้างน่าสนใจ และมันตรงกับตัวหนังสือที่เราชอบกันด้วย”

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เลือกใช้ต้นแบบของชิ้นงานเป็นวัตถุดั้งเดิมของไทย เช่น นางกวัก?

“จริงๆ ตอนที่เราเริ่มทำโปรเจ็กต์แรก ที่เป็นงานนางกวัก ตอนแรกเราไม่ได้คิดเลยว่าเราจะทำของที่เป็นไทย แต่ว่าด้วยสภาพแวดล้อม ณ ตอนนั้น เราทำสตูดิโออยู่แถวเสาชิงช้า เราก็เริ่มเดินดูว่ารอบๆ นั้นมีอะไรบ้าง ด้วยบรรยากาศด้วยความเป็นไทยแถวๆ นั้น มันทำให้เราเริ่มคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้น และมันอาจจะกลายมาเป็นอิทธิพลหนึ่งในการทำงาน”

            “จุดเริ่มต้นของตัวชิ้นงานนางกวักเคือตอนแรกเราจะทำสตูดิโอของตกแต่งบ้าน คอนเซ็ปต์แรกที่เราคิดขึ้นมาในหัวคือคำว่า ‘welcome’ เราเลยอยากทำของแต่งบ้านที่มีลักษณะของคำว่า ‘welcome’ เราก็พยายามไปหาว่ามันมีอะไรบ้าง มีพรม มีการ์ด เยอะแยะมากมาย แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราสะดุดตาคือ แถวๆ สตูดิโอเราจะเป็นร้างสังฆภัณฑ์  เวลาเดินดูรอบๆ เราจะเห็นว่าทุกร้านเขาจะมีนางกวักตั้งอยู่ เรารู้สึกว่า เออนางกวักเนี่ยอยู่ในทุกร้านเลยเนอะ นางกวักเหมือนกลายเป็นของแต่งบ้านชนิดหนึ่งที่มีเรื่องของความเชื่อซ่อนอยู่ เราเลยรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าสนใจ และผมว่ามันประกอบกับเรื่องราวตอนเด็กๆ ของตัวไผ่เองด้วย บ้านของแม่ที่อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีเปิดร้านสังฆ์ภัณฑ์ ก็เลยรู้สึกว่าเราสามารถเล่าเรื่องอะไรพวกนี้ได้”

อะไรคือแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเปลี่ยนรูปลักษณ์วัตถุดั้งเดิมของไทยให้ดูทันสมัยขึ้น?

            “จริงๆ แล้วเราไม่ได้ตั้งใจให้มันดูโมเดิร์นอะไรเลย แต่มันแค่เข้ากับคอนเซ็ปต์ที่เราจะใช้ เราปรับรูปแบบเพราะเราตั้งใจจะเล่าเรื่องราวผ่านชิ้นงาน เราอยากเล่าเรื่องราวความเชื่อของคนไทย วิถีชีวิต การให้คุณค่าความร่ำรวยของคนไทย มันมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยที่แตกต่าง”

            “นางกวักแบบดั้งเดิมก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่รูปแบบนางกวักในยุค 2014 ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ในตอนนั้นเราก็ทำรีเสิร์ชดูตามอินสตราแกรม เซเลบริตี้ก็จะต้องถือกระเป๋ารุ่นนั้นรุ่นนี้ รูปแบบของการแสดงความร่ำรวยก็จะแตกต่างกันไป มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เมื่อก่อนเราอาจจะเก็บเงินด้วยถุงทอง แต่สมัยนี้มันเปลี่ยนแปลงไป เราก็มีสัญลักษณ์ของความร่ำรวยที่แตกต่างไปจากเดิมเช่นกัน คนหันมาแสดงความร่ำรวยผ่านของแบรนด์เนมต่างๆ แทน และด้วยรูปลักษณ์ของนางกวักที่มันมีความหมายแฝงแต่เดิมอยู่แล้วเนี่ย พอเราเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่มันก็เข้ากับบริบทใหม่ๆ  ร้านค้าที่รูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามยุคสมัยเขาก็เอาไปตั้งได้”

เคยโดนวิพากษ์วิจารณ์จากการเล่นกับเครื่องรางของขลังไทยมั้ย? แล้วรับมือคำวิจารณ์อย่างไร?

            “ครั้งแรกเลยที่เริ่มทำคือ 2014 ตอนนั้นยังไม่มีใครหยิบยกเรื่องนี้มาเล่นกันเลย ตอนนั้นก็มีนิตยสารมาสัมภาษณ์และถามเรื่องประเด็นนี้กันเยอะเหมือนกัน เราก็บอกว่าจริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของเราคือการ บันทึกเรื่องราวของผู้คน บันทึกความเชื่อของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป”

            “เราเลือกเอาความเชื่อไทยอย่างนางกวักมาใช้เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราอยากดึงเอาสื่อใหม่ๆ มาใช้แทนความเป็นไทย เพราะปกติเขาก็จะใช้ของดั้งเดิม เช่น ลายกนก เราก็รู้สึกว่าเออ ความเชื่อมันก็เป็นอีกวิถีชีวิตของคนไทย มันสามารถดึงมาเป็นตัวแทนของความเป็นไทยได้ วัตถุประสงค์ของราแค่ต้องการบันทึกความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ พอ​ ณ ปัจจุบันนี้ 2019 จากตอนนั้นเราจะเห็นว่าตอนนี้ไอเดียนี้มันแตกออกไปในเชิงการค้า เราก็จะเห็นว่านางกวักก็ไปอยู่ตามหน้าธนาคาร ตามร้านเก๋ๆ หรือเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ทำธีสิสก็เริ่มเอาไปเดียนี้ไปใช้ เราเลยรู้สึกว่ามันสามารถเป็นตัวพิสูจน์ได้ว่าเราข้ามผ่านความคิดของคนที่คิดว่าเราจะลบหลู่ได้แล้ว”

ชิ้นงานที่ชอบที่สุด และดึงเอกลักษณ์ของสตูดิโอออกมาได้มากที่สุดคือชิ้นไหน?

“ก็คงต้องเป็นนางกวักครับ เพราะเป็นชิ้นงานแรกที่เราใช้เวลาค่อนข้างนานในการเก็บข้อมูล กว่าจะเริ่มทำขึ้นมา ใช้เวลาทำงานร่วมกับช่างฝีมือค่อนข้างนาน เป็นชิ้นเดียวที่เราใช้เวลานานมากๆ และมันเป็นจุดเริ่มต้นของเรา ถ้ามีคนเริ่มรู้จักสตูดิโอของเราก็จะรู้จักจากนางกวักนี่แหละครับ”

หลักการในการออกแบบของสตูดิโอคืออะไร?

“Good design is a good citizen เพราะดีไซน์มันไม่ใช่ Just a design แต่มันควรจะเป็นสื่อที่ส่งสารถึงคนในสังคม”

“งานดีไซน์ที่เราทำออกมามันไม่ใช่แค่ชิ้นงาน แต่มันมีคุณค่ามีเรื่องราวของมัน เวลาที่เราออกแบบอะไรไป มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ มันจะมีผลต่อผู้คนที่อยู่รายล้อมงานออกแบบนั้น ในเชิงของนักออกแบบ เราก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งของที่เราได้ออกแบบไป”

            “ตัวอย่างเช่น เราเคยทำงานชิ้นหนึ่งที่ไปแสดงที่ออสเตรเลีย เป็นพานขันหมากเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำคำมั่นสัญญาในการแต่งงานของคนไทยที่มันเปลี่ยนแปลงไป เพราะในสภาวะสังคมปัจจุบันนี้ คนหย่าร้างกันสูง เราก็ดึงเอาพานมาเล่าเรื่องราวสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนแปลงไป มันก็กลายเป็นงานที่สะท้อนสังคม หรืออีกงานหนึ่งที่เราได้ลงพื้นที่ไปที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนั้นเราก็ได้ทำงานร่วมกับช่างฝีมือของที่นั่นเลย เราก็ได้ดึงเอาผ้าบาติคของเขา และเอามาผูกกับเรื่องราวของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ เล่าเรื่องราวของเขาผ่านงานออกแบบต่อไป”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย นางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles