fbpx
Arts & Culture

Travelling the World through Books

15-year-old Passport Bookshop is a constant refuge for travel and book lovers.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Photography by Passport Bookshop

“No one reads books anymore,” we often hear. Is that true? Based on my own behaviour, the digital world has indeed taken up the time I used to spend with books. What would it be like if the internet and smartphones didn’t exist? Would books still be our main source of imagination? Would I turn the pages as carefully and passionately as I did when I was young?

With chain bookstores, e-commerce and lesser readers, there seems to be no hope for small, independent bookstores. This is why I was amazed to learn about Passport Bookshop founded by Noom-Amnat Rattanamanee. The independent bookstore, located at Phra Sumen Road in Bangkok, Thailand, has been around for 15 years. How has this little bookstore been able to survive in the changing world and be treasured by its supporters for so long?

In his cosy store filled with well-curated shelves, Noom welcomed me with a warm smile. He told me that his family rarely read books but as a Political Science student, he had to read a lot. That was when he realised the importance of books and how they educate and enrich lives through stories, lessons and shared experiences. “Books can make your life better,” he said.

15 years ago, Noom tried to define the notion of “a good life,” which to him, is about building a career based on what he loves. His passion for books led him to resign from his full-time job and establish Passport Bookshop. Inspired by old and young travellers who travel the world courageously, Noom asked them what makes them travel. He learnt that it was stories about foreign countries, told through film, documentary and literature that fuelled their desire to experience other places. Passport Bookshop carries books that inspire people to travel, and it goes beyond guidebooks.

Factors that make people less inclined to read books are worth discussing. Noom agrees that the online world has stolen our time but says that there are still people who read, and they pass on the habit to their children too. He considers the saying, “we don’t read anymore,” not a hundred per cent true. It is just that those who read are no longer the majority.

Like other independent bookstores, Passport Bookshop has been able to sustain itself because of its uniqueness and charm. Every independent bookstore has a different character, depending on the owner. The unpredictable selection intrigues people, alongside a convivial atmosphere where the owner freely chats and recommends books to the customer. This creates a sense of community and belonging, driving readers to return again and again.

Noom is also the author of a book titled, A Little Great Place Called Independent Bookshop. He cited two reasons for writing the book. The first is to show how independent bookstores can survive by using Passport Bookshop as a case study. Secondly, he wanted to share his story to inspire people who “dare to dream but dare not do”. He hopes that readers can adapt his story with their own aspirations and begin their journey. 

I asked Noom to recommend three different books: a book that he finds special; a book that describes his principles, and a Thai book for foreigners. 

For books that he finds special, he chose The Little Prince by Antoine de Saint-Exupéry and The Alchemist by Paulo Coelho. “I used to not like The Little Prince when I was in my 20s, but now in my 40s, I’ve discovered plenty of meaningful lessons in it. The Alchemist helped me [to] explore my thoughts and inspired me to establish the shop,” he shared.

For the book that describes his principle, he chose The Five Secrets You Must Discover Before You Die by John Izzo. Through this book, he learnt that people regret what they didn’t do more than what they did. It gave him the courage to do what he loves.

He selected The Judgement by Chat Kobjitti as the Thai book for foreigners. He agrees with the quote on the cover by a foreign traveller who said, ‘everyone should read this before coming to Thailand.’ The Judgment allows people to understand “real” Thai people, their lifestyle and mindset.

Perhaps after reading this article, you may want to grab a book and dive into it—like how we used to before the invention of smartphones.

ในยุคที่ผู้คนต่างพูดกันชินปากว่า “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครอ่านหนังสือกันแล้ว” ย้อนนึกถึงตัวเราเองก็พบว่ากิจวัตรการไถหน้าฟีดในชีวิตประจำวันได้มาฉกฉวยเอาเวลาที่เราเคยใช้กับหนังสือไปเยอะ หลายครั้งที่เราหวนคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เราเคยตื่นเต้นกับการพลิกหน้าหนังสือทีละหน้า และอยากย้อนกลับไปสู่ช่วงที่เราพกหนังสือติดตัว และอ่านทุกถ้อยคำบนหน้ากระดาษอย่างหลงใหล

สถานการณ์แบบนี้คนอาจจะคิดว่าบรรดาร้านหนังสืออิสระคงอยู่รอดไม่ไหว คนอ่านหนังสือก็น้อยลง แถมยังมีร้านหนังสือรายใหญ่ที่ครองตลาดอยู่หลายเจ้า เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มองแบบนั้น แต่วันหนึ่งเราบังเอิญพบโพสต์เกี่ยวกับ “ร้านหนังสือเดินทาง” ร้านหนังสืออิสระย่านถนนพระสุเมรุ ของคุณหนุ่ม อำนาจ รัตนมณี หรือ “หนุ่ม หนังสือเดินทาง” ซึ่งเป็นนามปากกาของนักเขียนและเจ้าของร้านหนังสืออิสระที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่ากว่า 15 ปีที่ และยังคงอยู่รอดได้เช่นเดิมท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไป อะไรกันนะที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ของผู้ดูแลแค่ 2 คนยังคงอยู่ได้ด้วยตัวเองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายแบบนี้?

เมื่อหนังสือคือความรักและความหลงใหล

เราเดินเข้ามาในร้านหนึ่งคูหาที่เต็มไปด้วยหนังสือที่จัดเรียงอยู่แน่นขนัดในทุกมุมของร้าน หันปกออกบ้าง ซ้อนกันบ้างตามใจของผู้ดูแล แปลกที่ความแน่นกลับไม่ทำให้เราอึดอัด แต่ทำให้เราอบอุ่นมากกว่า เราสัมภาษณ์พี่หนุ่มไปพร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงที่คลอเบาๆ ชวนให้นึกถึงร้านหนังสือเก่าๆ ที่มีเจ้าของร้านคูลๆ แบบที่เราเห็นกันในหนังหลายเรื่อง พี่หนุ่มเริ่มเล่าให้เราฟังว่า การที่เขาเรียนจบรัฐศาสตร์ทำให้มีโอกาสได้อ่านหนังสือหลายเล่ม และเมื่อเริ่มอ่านหนังสือเยอะขึ้นก็เริ่มเกิดมุมมองที่พิเศษต่อหนังสือ 

“พี่มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีการอ่านเข้มแข็ง สารภาพตามตรง เพียงแต่ว่าการเรียนหนังสือนั่นแหละมันทำให้พี่ได้เห็นความสำคัญของการอ่าน ได้เห็นความสำคัญว่าหนังสือมันมีผลต่อชีวิตคนแต่ละคนยังไง พี่เชื่อว่าหนังสือมันทำให้ชีวิตคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ และนี่คือความคิดพื้นฐานของพี่ท่ีมีต่อหนังสือ”

มุมมองที่ดีต่อหนังสือเติบโตไปเป็นความรักและความหลงใหลในหนังสือ หลังจากเรียนจบและทำงานประจำไปสักพัก พี่หนุ่มเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ชีวิตที่ดีมันคืออะไร’ 

“พี่ว่ามันระบุได้คร่าวๆ ว่าชีวิตที่ดีของฉันมันควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น ตื่นเช้าขึ้นมาฉันควรจะรู้สึกสนุกที่จะได้ไปทำงานนะ คนที่ฉันเจอในแต่ละวันควรจะเป็นคนที่ฉันอยากเจอ และงานนี้ดูแลฉันในเชิงธุรกิจได้มั้ย พี่คิดว่ามันไม่สามารถเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สุดโต่งได้ แต่ว่ามันต้องเอาปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน แล้วพี่ว่ามันจะค่อยๆ แคบเข้าว่ามันมีอาชีพอะไรบ้างที่มันตอบโจทย์เรา ของพี่ออกมาเป็นรูปของร้านหนังสือ” 

เมื่อได้คำตอบว่าร้านหนังสือคือสิ่งที่เขาชอบ พี่หนุ่มก็ตัดสินใจลงมือพิสูจน์เลยว่าเขาจะทำสิ่งที่รักให้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้มั้ย “พี่อยากพิสูจน์ดูว่ามันทำได้มั้ย ถ้าทำได้แล้วเราจะทนกับอย่างอื่นไปทำไม ถ้าเราไม่ได้ลอง พี่คิดว่าเราจะมีคำถามลึกๆ อยู่กับตัวเองว่าถ้าวันนั้นทำอย่างนี้จะเป็นยังไงนะ”

เมื่อหนังสือจุดประกายความคิดและให้บทเรียนชีวิต

พี่หนุ่มเล่าต่อว่าการจะตัดสินใจทิ้งงานประจำนั้น ต้องใช้ความกล้า กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าลงมือทำ แล้วอยู่ดีๆ คนเราจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองเลยเหรอ? ความกล้านี้มันมาจากไหนกันนะ? คำตอบของพี่หนุ่มก็คือความกล้าก็มาจากแนวคิด หรือแรงบันดาลใจที่หนังสือเล่มต่างๆ จุดประกายให้เขานั่นแหละ สุดท้ายจุดเริ่มต้นของร้านหนังสือเดินทางนี้ ก็ไม่ได้เกิดจากที่ไหนไกล แต่เกิดจากหนังสือเอง แน่นอนว่าได้ฟังแบบนี้ เราก็อดไม่ได้ที่จะขอให้พี่หนุ่มพูดถึงหนังสือที่เขาคิดว่ามีผลกระทบต่อตัวเขาและสร้างความกล้าในตัวเขาสักหน่อย 

“พี่คิดว่าหนังสือแต่ละเล่มมันเหมาะกับช่วงวัยของแต่ละช่วงด้วยนะ บางเล่มพออ่านในวัยหนึ่งมันโป๊ะมาก แต่พอไปอ่านย้อนหลังมันไม่อินเท่านั้นอีกแล้ว หรือบางเล่มอ่านตอนนั้นไม่เข้าใจ แต่พออายุมากขึ้น เราผ่านประสบการณ์ชีวิต ผ่านเรื่องราวเยอะขึ้น หันไปมอง เอ๊ะ ทำไมมันเหมือนสิ่งที่ในหนังสือเล่มนั้นพูดจังเลย” พี่หนุ่มบอกเราก่อนที่จะพูดถึงหนังสือที่เราถาม แต่เขาก็ทำให้เราฉุกคิดได้ว่า จริงๆ แล้วช่วงวัยที่เปลี่ยนผ่าน ความคิดที่เปลี่ยนรูปแบบ ประสบการณ์ที่สั่งสม ทั้งหมดนี้คงทำให้หนังสือเล่มเดียวกัน กลับมีผลกระทบต่างกันในแต่ละช่วงได้ และโจทย์ที่ให้เลือกหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตที่คนดังหลายคนมักจะโดนถามเวลาให้สัมภาษณ์ มันดูเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกให้ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิตทั้งหมดของเรา

หนังสือ 2 เล่มที่พี่หนุ่มเลือกมาตอบเราคือ เจ้าชายน้อย ของอ็องตวน เดอ แซงแต็กซูว์เปรี และ The Alchemist ของเปาโล คูเอลญู

เจ้าชายน้อย คือหนังสือที่พี่หนุ่มเคยไม่ชอบในวัย 20 ต้นๆ แต่กลับได้ข้อคิด และคำตอบของชีวิตที่ดีจากหนังสือเล่มนี้ในวัย 40 และ The Alchemist หนังสือที่พี่หนุ่มเรียกว่า ‘หนังสือเดินทาง’ ที่พาเขาเดินทางค้นพบมิติต่างๆ ในจิตใจ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาเริ่มเดินทางในเส้นทางของร้านหนังสือจนมาถึงทุกวันนี้

เมื่อหนังสือนำไปสู่การเดินทาง

จากชื่อและธีมหลักของ ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ และการเรียก The Alchemist ว่าเป็น ‘หนังสือเดินทาง’ ทำให้เราต้องถามพี่หนุ่มว่าแล้วไอ้คำว่า ‘หนังสือเดินทาง’ มันคือหนังสือประเภทไหน ทำไมถึงเป็นธีมหลักของร้าน แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่แค่ไกด์บุ๊คนำเที่ยวแน่ๆ 

“หนังสือเดินทางในมุมของพี่มันถอยหลังกลับไปถึงคำถามที่ว่า เราเดินทางเพราะอะไร อะไรที่มันเป็นตัวกระตุ้นให้เราเดินทาง พี่เคยเจอนักท่องเที่ยวที่บางคนที่เด็กจัง และไม่ได้มีเงินเยอะแต่เริ่มเดินทาง เจอคนสูงอายุที่เดินทางคนเดียว อะไรที่ทำให้เขากล้าเดินทาง คุยไปคุยมาพี่ก็เลยรู้ว่า อ๋อ บางทีมันเกิดจากการที่เขาได้อ่าน อาจจะเป็นเรื่องสั้นหรือว่านิยายสักเรื่องนึง ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย ฉันต้องออกไปดูโลกแล้วแหละ ฉันทนใช้ชีวิตอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว พี่ก็เลยรู้ว่ามันมีหนังสือที่ที่กระตุ้นให้คนเดินทางหน่ะมันมีอยู่ งั้นร้านหนังสือเดินทางของพี่ต้องถอยไปตั้งแต่หนังสือที่กระตุ้นให้คุณกล้าที่จะออกไปดูโลกกว้าง กล้าเดินทางท่องเที่ยว กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ”

ในร้านหนังสือเดินทางครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นเดินทางจนถึงจุดสิ้นสุด หนังสือที่กระตุ้นให้เริ่มเดินทาง หนังสือที่ให้ข้อมูลในการเดินทาง และหนังสือที่ตอบคำถามที่เราพกกลับมาจากการเดินทาง ข้อมูลของทั้ง 3 อย่างนี้กระจัดกระจายอยู่ในทั้งวรรณกรรม สารคดี หนังสือปรัชญา เศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่เราจะพบหนังสือแทบทุกชนิดในร้านพี่หนุ่ม แต่ทุกเล่มล้วนอยู่ภายใต้ธีมของ ‘หนังสือเดินทาง’ ทั้งหมด

เมื่อหนังสือ(เกือบ)ไม่เป็นที่นิยมแล้ว

‘ทำไมไม่ค่อยมีคนอ่านหนังสือกันแล้ว’ นี่คือคำถามเราพกติดตัวมาตั้งแต่ก่อนเข้าร้าน พี่หนุ่มยิ้มแล้วตอบเราอย่างใจดีว่า สำหรับเขาแค่คนยังอ่าน ถึงจะอ่านจากออนไลน์หรือจากเล่ม เขาโอเคหมด และถึงสถานการณ์ตอนนี้มีผลกระทบกับร้านอยู่บ้าง แต่กลุ่มคนที่อ่านหนังสือก็ยังมีอยู่ และคนที่อ่านก็ยังอ่านอยู่แบบนั้น 

“เวลาของคนในแต่ละวันถูกแบ่งไปอยู่กับหน้าจอเยอะขึ้น แต่พี่โชคดีอย่างหนึ่ง คนที่อ่านหนังสือเล่มจำนวนไม่น้อยยังอ่านหนังสือเล่ม ถึงคนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่แล้ว และครอบครัวที่อ่านก็จะส่งให้ลูกอ่าน และในมุมหนึ่งพี่คิดว่าหนังสือมันไม่ได้ไปไหนหรอกครับ แต่เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เติบโตแบบหวือหวาอีกแล้ว เพราะว่ามันมีอย่างอื่นมาแชร์ความสนใจของผู้คนไป”

อีกสาเหตุที่ทำให้หนังสือกำลังจะแทนที่คือมุมมองของคนไทยที่มีต่อการอ่านหนังสือ “พี่ว่าคนส่วนใหญ่ในเมืองไทยมองว่าเวลาเราอ่านหนังสือ เราต้องอ่านเพื่อเรียนเท่านั้น ใครอ่านหนังสือ คุณต้องเป็นนักเรียนนักศึกษา ดูเนิร์ด พี่คิดว่าเราข้ามไม่พ้นมุมมองนี้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราอ่านเพื่อบันเทิงก็ได้ อ่านเพื่อพัฒนาตัวเอง พัฒนาความคิดก็ได้ ซึ่งหนังสือมันทำหน้าหน้าที่นี้เป็นหลักด้วยซ้ำ อันนี้พี่คิดว่ามันเป็นเส้นที่ยากมากที่บ้านเราจะก้าวข้ามไปได้ แต่ว่าถ้าเราก้าวข้ามได้ พี่ว่ามิติที่ดีมันจะเกิดขึ้น”

เราจึงถามถึงมุมมองของพี่หนุ่มกับเรื่องราคาหนังสือ ที่บางคนอาจจะมองว่าแพงเกินไปทำให้ไม่มีคนซื้อ “พี่คิดว่าจริง แต่ไม่จริงทั้งหมด ถ้าเรามองให้ลึกเข้าไปจากมุมมองของคนที่ผลิตหนังสือเอง ทำไมเราถึงมีคำว่านักเขียนไส้แห้งเกิดขึ้นในประเทศนี้ล่ะ เพราะกระบวนการกว่าที่จะได้ออกมาเป็นเล่มนึงมันยากนะ และผลตอบแทนที่กลับมามันไม่เยอะเพียงพอที่จะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้”

“เอาเข้าจริงแล้ว ราคาสองสามร้อยมันก็ยังถือว่าไม่สูงเกินไปสำหรับสิ่งที่นักเขียนทำ แต่ถ้ามองในเชิงค่าใช้จ่าย หรือค่าแรงขั้นต่ำของสังคมไทย ในมุมนั้นมันก็จริง ยอมรับว่าการซื้อหนังสือสามสี่ร้อยมันเกินความจำไปของบางคนไปไม่น้อย ซึ่งอันนี้พี่คิดว่ามันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่โต แล้วมันเกี่ยวโยงกับหลายส่วน”

เมื่อร้านอิสระเป็นมากกว่าแค่ร้านขายหนังสือ

‘แล้วถ้าคนอ่านหนังสือน้อยลงจริงๆ ทำไมร้านหนังสืออิสระอย่างร้านหนังสือเดินทางถึงอยู่ได้ล่ะ?’ นี่คือคำถามที่โยงต่อมาจากเรื่องสถานการณ์หนังสือ คำตอบคือเพราะร้านหนังสืออิสระมีเสน่ห์และความอบอุ่นที่ทำให้มันกลายเป็นมากกว่าแค่ที่ขายหนังสือ

“หนึ่งพี่คิดว่าตัวที่มันทำให้มันมีเสน่ห์และมีบุคลิกในตัวเองก็คือความอิสระของมันเนี่ยแหละ พอมันอิสระ คำถามมันกลายเป็นคำถามปลายเปิดไปเลย เราไม่รู้ว่าเราจะไปเจออะไรจากร้านเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำไป ร้านอิสระแต่ละร้านถูกดำเนินการโดยคนที่ต่างกัน ไปร้านนี้ก็เจอแบบนี้ ไปร้านนั้นก็เจออีกแบบ”

“สอง พอมันเป็นร้านที่คนเล็กๆ ทำเอง มันมีสิ่งที่เราเรียกว่า Human Touch มันโฮมมี่หน่อย บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเนี้ยบ อาจจะดูรก แต่รกแล้วดูอบอุ่น”

“และสามก็คือพอลูกค้าเริ่มมาบ่อยๆ มันจะมีกลไกที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้ได้รู้จักกัน จากลูกค้ารู้จักเจ้าของร้าน เจ้าของร้านก็จะพาให้ลูกค้าคนนี้เจอคนนั้น คนโน้น สุดท้ายแล้วมันมีอารมณ์ของการเป็นคอมมิวนิตี้เกิดขึ้นโดยปริยาย ซึ่งพอมันเป็นอย่างนั้นมันทำให้เรารู้สึกอยากกลับไปอีก  พี่คิดว่าทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่ทำให้ร้านหนังสืออิสระยังอยู่ได้”

พี่หนุ่มยังบอกอีกว่า จริงๆ แล้วถึงคนจะคิดว่าร้านหนังสืออิสระคงจะอยู่ยาก แต่ด้วยเอกลักษณ์เหล่านี้ทำให้ร้านหนังสืออิสระในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไป เพราะร้านหนังสือเหล่านี้มักเปิดโอกาสให้หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าไปอยู่ในร้านหนังสือใหญ่ได้ ด้วยเหตุผลทางด้านความนิยม หรือต้นทุน

A Little Great Place Called Independent Bookshop: หนังสือที่รวบรวมชีวิตของหนุ่มหนังสือเดินทางไว้

ต้นปีที่ผ่านมานี้พี่หนุ่มได้รวบรวมเรื่องราว แง่คิด และบทเรียนที่ได้จากการทำร้านหนังสือเดินทางของเขาออกมาเผยแพร่ให้ทุกคนที่ ‘กำลังมีความฝันแต่ไม่กล้าลงมือ’ ได้อ่านกันในรูปแบบของหนังสือ 2 ภาษา A Little Great Placed Called Independent Bookshop

“พี่เขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อตอบ 2 คำถาม” พี่หนุ่มตอบเราด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “หนึ่งคือตอบคำถามที่หลายคนชอบถามว่า ไม่มีคนอ่านหนังสือกันแล้วใช่มั้ย ร้านหนังสือไม่มีอนาคตใช่มั้ย เล่มนี้ตั้งใจมาตอบคำถามนั้นเลยว่าคนอ่านหนังสือมันมีอยู่ ร้านหนังสือมันอยู่ได้ ส่วนจะอยู่ได้ยังไง ต้องอ่านเล่มนี้” 

ในส่วนของคำถามที่ 2 พี่หนุ่มบอกเราว่าเป็นคำถามที่เขาได้รับจากคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กจบใหม่ไปจนถึงคนวัยเกษียณ ซึ่งดูเหมือนจะถี่ขึ้นในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา “คำถามคือมีหนังสือที่พอจะให้กำลังใจกับเขาบ้างมั้ย ตอนนี้เขารู้สึกหมดไฟในชีวิตจัง พี่ก็เลยคิดว่า ทำไมคนเรามันรู้สึกหมดไฟในชีวิต มันเกิดจากอะไรกันแน่ หรือว่าเป็นเพราะว่าจริงๆ แล้วเขายังหาไม่พบรึเปล่าว่าเขาต้องการอะไร

“พี่เลยทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ถึงมันจะดูเหมือนเล่าเรื่องการทำร้านหนังสือให้อยู่รอดก็จริง แต่หัวใจสำคัญคือพี่ต้องการให้แรงบันดาลใจในการหาอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างในให้เจอ พี่ว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณหาสิ่งนั้นเจอ ถ้าเปลี่ยนร้านหนังสือในเล่มเป็นอะไรสักอย่างที่คุณทำอยู่ พี่ว่ามันก็คือเรื่องเดียวกันเลยด้วยซ้ำไป เป็นแก่นที่เอาไปโยงได้หมด ประยุกต์ใช้ได้หมด”

สาเหตุที่หนังสือเล่มนี้เป็น 2 ภาษาเพราะพี่หนุ่มคิดว่าคนที่ประสบกับความท้อแท้ในชีวิตคงไม่ได้มีแค่ชาวไทยแน่นอน และเรามั่นใจว่าเรื่องราว และแรงบันดาลใจจากคนที่เคยตามหาความฝัน และแปรรูปมันเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองจนปัจจุบันได้คงจะช่วย ‘แก้อาการมีความฝันแต่ไม่กล้าลงมือ’  ได้ไม่มากก็น้อย

หลังจากพูดคุยถึงหนังสือของพี่หนุ่มไปแล้ว เราอดไม่ได้ที่จะขอให้พี่หนุ่มช่วยแนะนำหนังสืออีกสัก 2 เล่ม เล่มแรกเราขอให้พี่หนุ่มช่วยเลือกหนังสือที่สะท้อนบทเรียนในชีวิตของพี่หนุ่มได้ใกล้เคียงกับหนังสือของพี่หนุ่มเอง และอีกเล่มเราขอให้พี่หนุ่มเลือกหนังสือให้คนต่างชาติสักคนที่อยากเริ่มอ่านวรรณกรรมไทย ได้เข้าใจวิถีชีวิต วิธีคิด และสาระที่ซ่อนอยู่มากกว่าแค่เปลือกนอกผิวเผินของเมืองไทย

สำหรับเล่มแรกนั้นพี่หนุ่มเลือก ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย: The FIve Secrets You Must Discover Before You Die ของดร. จอห์น ไอโซ พี่หนุ่มเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนเขาก็เป็นคนหนึ่งที่อคติกับหนังสือที่มีกลิ่นอายของความเป็น ‘How to’ แต่สุดท้ายเล่มนี้ก็ทำให้เขาพบอะไรมากกว่านั้น

“คนเขียนเขาไปชวนให้คนที่เขารู้จักหนึ่งพันคน แล้วก็ให้คนหนึ่งพันคนเหล่านั้น เลือกคนมาหนึ่งคนที่แต่ละคนคิดว่าเป็นผู้มีความสุขในชีวิต ตกตะกอนกับชีวิตแล้ว แล้วคนเขียนก็เดินสายสัมภาษณ์หนึ่งพันคนเหล่านั้น เขาค้นพบว่า คนเราที่จะมีความสุขในชีวิตจริงๆ มันกลับมีคุณสมบัติคล้ายกันอยู่ 5 ข้อ ก็เลยกลายเป็นหนังสือเล่มนี้”

“ตอนท้ายๆ มันมีคำถามบางคำถามที่เขาเอาไปใช้ถามผู้ถูกสัมภาษณ์จริงๆ ให้เราลองตอบดู เช่น ถ้าต้องตอบคนอื่นว่าเราเป็นใครภายในหนึ่งนาที จะตอบว่าอะไร เป็นใครไม่ได้หมายความว่าเราเป็นนักเขียน เป็นนักสัมภาษณ์นะ พี่มานึกดูว่า เออ เราไม่เคยต้องตอบตัวเองคำถามนี้เลย เป็นใคร แล้วฉันเป็นใครล่ะ”

ใช่ เมื่อลองมาคิดดูแล้ว คนเราจะสามารถหาคำนิยามได้อย่างมั่นใจได้อย่างไรว่าเราเป็นใคร นอกเหนือไปจากอาชีพการงาน ก็คงยากที่จะหานิยามที่เราตอบได้เต็มปาก

ข้อคิดอีก 2 ข้อที่กระทบใจพี่หนุ่มคือมาก “จริงๆ แล้วคนเราจะรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่เราทำ และอะไรก็ตาม ถ้าเกิดไม่เล่นงานเราถึงตาย ให้ลองทำดู ถึงแม้ไม่ได้เงิน แต่มันอาจนำเราไปสู่สังคมอีกแบบนึง นำไปสู่โอกาสอีกแบบนึง” ข้อคิดนี้ทำให้พี่หนุ่มตัดสินใจตอบรับโอกาสในการเป็นวิทยากรของ TED Talk ทั้งๆ ที่ตนไม่ใช่คนชอบพูดเลย และสุดท้ายการตัดสินใจในครั้งนี้ก็นำเขาไปสู่โอกาสอีกรูปแบบหนึ่งจริงๆ และหากย้อนมองกลับไปก็เพราะความกลัวว่าจะเสียดายสิ่งที่ไม่ได้ทำนี่แหละที่ทำให้พี่หนุ่มเปลี่ยนทางเดินชีวิต และสร้างร้านหนังสือเดินทางมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับหนังสือเล่มสุดท้ายที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้คือหนังสือที่เราขอให้พี่หนุ่มแนะนำให้คนต่างชาติที่อยากเริ่มอ่านงานเขียนไทย เพื่อเข้าใจวิธีคิดของคนไทยให้ลึกซึ้งขึ้น

พี่หนุ่มลุกไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นใกล้ๆ ประตูร้านมาให้เราดู หนังสือเล่มนั้นมีกระดาษติดที่หน้าปกเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจับใจความได้ว่า “นี่คือหนังสือที่ฉันอยากให้ทุกคนลองอ่านก่อนมาเที่ยวเมืองไทย” พี่หนุ่มเล่าต่ออย่างยิ้มแย้มว่านี่คือข้อความจากชาวต่างชาติคนหนี่งที่เข้ามาหาพี่หนุ่มด้วยคำถามเดียวกันนี้ พี่หนุ่มได้แนะนำเขาไปหลายเล่ม แต่สุดท้ายแล้วเล่มนี้คือเล่มเดียวที่เขากลับมาพร้อมคำพูดที่พี่หนุ่มเขียนไว้หน้าปก หนังสือเล่มนี้คือ คำพิพากษา ของคุณชาติ กอบจิตติ หรือ The Judgement ในภาษาอังกฤษ

“เขารู้สึกว่านี่เป็นหนังสือที่นักเดินทางทุกคนควรจะได้อ่านก่อนมาเมืองไทย ถามว่ามันเป็นหนังสือที่แฮปปี้เอนดิ้งมั้ย ไม่แฮปปี้เอนดิ้งเลย แต่มันเรียลทำให้คนอ่านเข้าใจบริบทของสังคมไทย เข้าใจมายด์เซ็ทของคนไทยได้ไม่น้อย พี่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยทุกคนเป็นอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าคนไทยทุกคนคิดเหมือนในหนังสือ แต่พี่รู้สึกว่าหนังสือมันก็สะท้อนสิ่งที่เป็นจริงได้มากพอสมควร”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles