Social Impact

Tun Suranart: Art Cultivates Belonging in Slums

Tun-Suranart Panpresert uses art and creativity as tools to cultivate a sense of belonging and motivate children living within slums.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

“If you don’t give, you don’t receive” is the motto of community volunteer Tun-Suranart Panpresert who has been dedicating himself to helping young people living in a slum for almost half his life. Tun and his team founded Bangkok Nee De Jung and Kaesorn Chumchon, which are volunteer networks that focus on using art and creativity to improve the quality of life of the people living in the slum.

“People is the most important part that we need to focus on. If we want to improve the community, we need to focus on its members [and] not just the environment,” said Tun who grew up in a slum himself. The problems in his community included drugs, alcohol, video game addiction and et cetera. His parents, who were community leaders, and other adults tried solving the problems but were never successful. Tun felt that the reason was that they never understood the root cause.

“Volunteer groups tend to focus on telling children how to behave. They treat them like listeners but never receivers,” explains Tun. In Thailand, it is a norm for young people to listen and obey. Most of them never got a chance to express themselves as children. This leads to low self-esteem, which makes them more susceptible to temptations. Tun wanted to do things differently. He says the mains problems are a blind spot for drug abuse and crimes, and a lack of a sense of belonging.

Tun believes that art and culture can contribute to fixing the root cause. Art allows children a safe space to express themselves. Art can also be used to decorate and improve the community environment. Culture and history can unite community members to foster a deep sense of belonging. Once, Tun wanted to decorate the walls to improve the appearance of a neighbourhood. He reached out to the elders to find out the history of the neighbourhood and let the children paint the stories on the wall. “The elders have so many stories to tell but no one listens to them. These are stories and histories that glue the community,” Tun said. He also hoped that by giving the children the responsibility of conveying the stories, they will feel valued and that the community believes in them.

“When it comes to children, we need to value and trust them. If we don’t, their dreams would have ended before they even started,” said Tun. He also told us the story of Brook and Froyd, both are children who were addicted to video games. Tun motivated them to find a new hobby. Brook shifted his focus to being a guitarist while Froyd discovered his hidden talent to paint. Just having someone simply remind them of their abilities gave them confidence and they started to believe in themselves too.

“Throughout my life, I have always chosen to give first. It is not that I’m a saint. Giving gives me comfort. It is simple and beautiful, and the return is beyond our expectations. When there comes a difficult time in my life, I find miraculous help that I would never have expected. When I fail, there is always someone—the people who I have helped—there to hold me up,” he concluded.

ถ้าเราไม่เคยให้ใครเราก็จะไม่ค่อยได้รับ” นี่คือความเชื่อที่หนักแน่นของคุณตันสุรนาถ แป้นประเสริฐ ที่ทำงานเป็นอาสาสมัครพัฒนาชุมชนและเยาวชนมากว่าครึ่งชีวิต กว่า 14 ปีของกลุ่มเกสรชุมชน และ 9 ปีของเครือข่ายบางกอกนี้ดีจังที่ก่อตั้งโดยคุณตันและกลุ่มพรรคพวกที่มุ่งมั่นพัฒนาชุมชนและเยาวชนอย่างยั่งยืนเพื่อศิลปะ การเป็นผู้ให้มาตลอดชีวิตนั้น แม้จะดูหนักหนา แต่ผลตอบแทนที่อิ่มเอมใจรวมถึงความช่วยเหลือที่มาได้ทันเวลาในช่วงวิกฤตของชีวิตนั้นทำให้คุณตันยังคงเชื่อมั่นในการให้ และยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือชุมชนต่อไป ไม่ว่าจะเจออุปสรรคหรือสถานการณ์ใดก็ตาม 

คุณตันเติบโตมาในชุมชนแออัด รวมถึงครอบครัวของคุณตันเองก็ทำหน้าที่เป็นประธานชุมชน คอยดูแลคนในชุมชนมาโดยตลอด ทำให้นอกจากจะมีโอกาสได้เห็นปัญหาของชุมชนและเยาวชนด้วยตัวเองแล้ว คุณตันยังคุ้นเคยกับการทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือชุมชนมาตั้งแต่เด็ก คุณตันมองว่าการพัฒนาชุมชนนั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เลยคือการพัฒนาเยาวชน เราเชื่อว่าการพัฒนามันไม่ใช่แค่การพัฒนาพื้นที่ พัฒนาชุมชน แต่มันต้องพัฒนาตัวคนไปด้วยในเวลาเดียวกัน.

การพัฒนาเด็กสมัยก่อนมันเลือกที่จะให้เด็กมีบทบาทร่วมโดยการจัดเวทีสัมมนา จัดอบรม เห็นเด็กเป็นผู้รับตลอดเวลา มันถูกทำเป็นเรื่องของการแค่ไปร่วมฟัง ร่วมอบรม ไม่มีโอกาสได้ตัดสินใจอะไร พอเราเติบโตเราก็เห็นบทบาทที่พ่อที่คนอื่นทำ ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คุณตันพูดถึงแก่นของปัญหาด้านการพัฒนาเยาวชนที่มีมาเนิ่นนาน แม้สังคมไทยจะไม่เคยละเลยเรื่องการพัฒนาเยาวชน แต่วิธีที่ใช้ทำให้การพัฒนานั้นไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ด้วยเหตุนี้คุณตันในฐานะที่เคยเป็นเยาวชน และเข้าใจถึงปัญหา จึงรวบรวมพรรคพวกในย่านฝั่งธนฯ ที่ล้วนเป็นคนรุ่นเดียวกัน ที่เคยผ่านการนั่งฟังอบรมมาเหมือนกัน เห็นปัญหาเดียวกัน และเริ่มเข้าไปพัฒนาชุมชนรูปแบบใหม่ในนามของกลุ่มเกสรชุมชน

ต่อมากลุ่มเกสรชุมชนก็ได้ร่วมทำงานกับมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน โดยมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนาก็จะเน้นการพัฒนาเยาวชน ในขณะที่กลุ่มเกสรชุมชนก็จะเน้นพัฒนาเยาวชนและชุมชนไปพร้อม ๆ กัน

บางกอกนี้ดีจัง

หลังจากนั้นคุณตันก็ได้เข้าไปรู้จักกับการทำงานของกลุ่มพื้นที่นี้ดีจัง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำงานบนฐานของการใช้ศิลปะและสื่อพัฒนาชุมชน โดยการรวมเอาศิลปิน ผู้นำชุมชน แกนนำเยาวชนภายในชุมชนนั้น ๆ มาร่วมกันสร้างพื้นที่ในชุมชนให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ คุณตันเล็งเห็นว่าการแก้ปัญหาในรูปแบบนี้เป็นแนวทางที่น่าสนใจ จึงเริ่มสร้างเครือข่ายที่มีชื่อว่า บางกอกนี้ดีจัง เพื่อยกระดับการทำงานให้เป็นรูปแบบ รวมถึงสร้างแนวคิดและวิธีการทำงานที่ชัดเจนขึ้น

การจะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง เราอาจไม่ต้องพุ่งไปที่เรื่องของปัญหาอย่างเดียว ลองใช้โอกาสของการทำพื้นที่บวก ทำปัจจัยบวกเพื่อไปลดปัจจัยเสี่ยง เพราะก่อนหน้านี้ที่เราทำคือไปลด ไปทาสี ไปนู่นนี่นั่น สุดท้ายมันก็ถูกปล่อยไว้ คนก็กลับมาใช้แบบผิด ๆ เหมือนเดิม มันก็เลยเป็นแนวคิดที่เรามาตั้งกลุ่มใหม่ เพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้ชื่อท้องถิ่นตัวเอง แต่ตอนนั้นเราคิดการใหญ่ เราอยากมองว่า เราอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วเราก็อยู่ในบางกอกน้อย ตอนนั้นเราก็คิดชื่อใหม่ว่า บางกอกนี้ดีจัง

ทำปัจจัยบวกเพื่อไปลดปัจจัยเสี่ยง

การเป็นอยู่ในแบบปัจจุบันนั้น เราเจอปัญหายาเสพติด ปัญหาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งวงดื่ม การทะเลาะวิวาท ชุมชนแออัดมันก็จะมีความหลากหลายแบบนี้ เราเชื่อว่าเราควรแก้ปัญหาแรกที่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้อนาคตพวกเราก้าวพลาดได้” คุณตันเล่า ดังนั้นการปรับปรุงพื้นที่ทางกายภาพ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเป้าหมายแรกที่ทีมเกสรชุมชนมุ่งแก้ปัญหา ลดพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้มีการมั่วสุม และลดพื้นที่ที่เป็นมุมอับ โดยเน้นการนำพื้นที่มาสร้างสรรค์ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เพื่อแทนที่โอกาสของการก้าวพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น จากนั้นจึงเริ่มชักชวนเยาวชนในชุมชนมาร่วมทำงาน โดยเน้นการให้บทบาท ให้หน้าที่รับผิดชอบ และทำให้พวกเขาตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของตนเองผ่านบทบาทเหล่านั้น

“หลายคนมักจะมองชุมชนแออัดว่ามีแต่ปัญหา ไม่น่ามอง ไม่น่าอยู่ แต่เราเชื่อว่าเราจะเปิดมุมมองใหม่ให้คนมองชุมชนในรูปแบบใหม่ เราจะนำเสนอด้านบวก นำเสนอเรื่องดี นำเสนอวัฒนธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญา ก็เลยเป็นที่มาของการที่เรามาสืบค้นต้นทุนชุมชน” คุณตันเสริมต่อว่าชุมชนในกรุงเทพฯ เองที่คนต่างมองว่าเป็นชุมชนเมือง คงไม่เปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาในแบบต่างจังหวัด แต่ในความเป็นจริงแล้วชุมชนกลางเมืองเหล่านี้ อย่างเช่นบางกอกน้อยนั้น ก็มีความรุ่มรวยในแบบเฉพาะตัวเช่นเดียวกัน ซึ่งเคยถูกมองข้ามไปเพียงเพราะคนเห็นแต่ด้านที่ดูไม่สวยงามของการเป็น ‘ชุมชนแออัด’ และต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่เหล่านี้นี่เองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

การเปิดโอกาส รวมหัวใจ และสร้างพื้นที่ บนพื้นฐานของศิลปะและวัฒนธรรม

จากมุมมองและประสบการณ์ของคุณตันในช่วงเวลาของการทำงานอาสาสมัครพัฒนาชุมชนและเยาวชนมากว่า 14 ปี เขาพบว่าแกนหลักซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาในชุมชนนั้นมีแค่ 3 อย่าง และวิธีการทางศิลปะวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์นั้นคือคำตอบของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่ผ่านมาเราอยู่ในความหมายของการถูกมองว่าเป็นผู้รับ คุณครูต้องสอนเด็ก นักเรียนต้องฟังครู ลูกก็ต้องฟังพ่อแม่ นี่คือปัจจัยแรกที่ก่อให้เกิดปัญหาของเยาวชนและชุมชน เมื่อเราถูกปลูกฝังมาจากรุ่นสู่รุ่นให้ฟังและเป็นผู้รับอย่างเดียว นอกจากจะเกิดความเก็บกดทำให้ก้าวพลาดไปหาปัจจัยเสี่ยงแล้วนั้น ยังทำให้ใครหลายคนไม่มีโอกาสได้ค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัว เพราะค่านิยมและสังคมไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาได้ลอง ทำให้ศิลปะและการสร้างสรรค์ที่เป็นเสมือนการเปิดพื้นที่ให้แสดงออกนั้นคือแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด

ความหมายของการสร้างสรรค์มันคือการเปิดโอกาส ให้มีพื้นที่ในการแสดงออกนั่นแหละ มันจะออกมารูปแบบไหนก็แล้วแต่ เราเชื่อว่าจริง ๆ เรายังไม่ได้มีโอกาสได้แสดงออกเลย ยังไม่มีโอกาสได้บอกคนอื่น ยังไม่มีโอกาสได้รับบทบาทที่สำคัญอะไรเลย

“สองคือการรวมกลุ่มของคนในชุมชนมันหายไป คือพื้นที่รวมกลุ่มของคนที่จะมานั่งปรึกษาหารือมันหายไป พื้นที่ของคนที่จะมาพบปะสังสรรค์กันมันหายไป” เมื่อคนในชุมชนไม่รวมตัวกัน ไม่รวมหัวใจกัน การร่วมมือในการสร้างการพัฒนาก็ไม่เกิด คนก็ต่างอยู่แบบปัจเจก และหมกปัญหาที่มีอยู่ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข คุณตันจึงมองว่าการแก้ปัญหานี้คือการ ‘รวมหัวใจ’ ของคนในชุมชน ซึ่งการจะรวมหัวใจคนในพื้นที่ชุมชนได้นั้นต้องอาศัยสิ่งที่คนในชุมชนมีร่วมกัน นั่นก็คือรากเหง้า และประวัติศาสตร์

เรื่องวัฒนธรรมภูมิปัญญา ป้า ยาย ลุง ที่อยู่ในชุมชน อยากเล่ามั้ย อยากเล่า แต่ไม่มีคนฟัง เขาอยากเล่าจะตาย แต่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีใครอยากฟัง แล้วเขาก็ไม่มีโอกาสได้บอก เราก็เลยมองว่าเราต้องไปหากลุ่มคนที่เคยอยู่ในชุมชน เราจะรวมหัวใจคน จะใช้อะไร เราก็ไปฟังประวัติศาสตร์ชุมชน ประวัติศาสตร์เขตบางกอกน้อย ประวัติศาสตร์บ้านเมืองเรา เนี่ยแหละครับ มันก็เลยทำให้เรามีสองส่วน เรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญา กับรากเหง้า มารวมกับการที่จัดพื้นที่ให้คนมีโอกาสมารวมกันมาเจอกัน มีโอกาสมาปฏิสัมพันธ์กัน

และท้ายที่สุดนั้นการจะจัดพื้นที่ให้เยาวชนมีโอกาสในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์​ และให้คนในชุมชนมาพบปะพูดคุยกันได้นั้น ก็ต้องอาศัยการพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพเป็นหลัก เราเชื่อว่ากายภาพมันมีผลต่อคนส่วนใหญ่ เพราะว่าเราต้องเดินออกมา เราต้องผ่านเส้นทางนี้ เราเห็นทุกวัน เพราะฉะนั้นอันดับแรกเราคิดว่าคนจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงกายภาพเป็นอันดับแรก

โดยคุณตันได้ถือโอกาสใช้การปรับปรุงพื้นที่ทางกายภาพเพื่อสร้างพื้นที่ในการแสดงออกและพื้นที่ในการรวมหัวใจในคราวเดียว เช่น ในการปรับปรุงกำแพงนั้น คุณตันก็ปิดโอกาสให้เยาวชนมาเป็นผู้ลงมือทำ โดยให้เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชุมชนผ่านภาพวาดบนกำแพงเพื่อรวมหัวใจคน เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกสามตัว

“แล้วก็มันก็เป็นไปตามที่เราคาด มันรวมหัวใจคนได้หมด เพราะว่าศิลปะมันไม่มีขอบเขต ใครก็ได้ เราไม่ต้องตั้งเป้าว่ามันต้องสวยต้องงาม แต่ถ้าเขาเป็นคนลงไม้ลงมือ เขาทำมากับมือ มันจะถูกป้องกันปกป้องด้วยเขา แต่ถ้าเราเอาศิลปินจากข้างนอกมา ความสัมพันธ์ที่มันเกิดขึ้นมันไม่ connect กับคนในชุมชน ความเป็นเจ้าของก็ไม่เกิด ถือเป็นพื้นที่ปะทะ สังสรรค์กันพื้นที่แรก” คุณตันเล่าถึงความผลลัพธ์ที่ได้อย่างภาคภูมิใจ

เมื่อศิลปะเปลี่ยนชีวิต

คุณตันได้เล่าถึงเรื่องราวของเยาวชนในชุมชน 2 คนที่เมื่อได้มีโอกาสสร้างสรรค์และแสดงออกแล้ว ศิลปะก็พาชีวิตของเด็ก ๆ เหล่านั้นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

น้องบุ๊คเป็นเด็กที่เคยใช้เวลากับการนั่งหน้าคอมประมาณ 8-9 ชั่วโมง เราดึงเขามาทำกิจกรรม ให้เขาเห็นไอดอล เวลาเราจัดงานเราจะชวนศิลปินวัยรุ่นที่พอหามาได้ เขาก็รู้สึกว่าเขาอยากเป็นคนนั้น เราก็จะทำให้เขามีโอกาสได้เล่นดนตรี จะเป็นไม่เป็นไม่ต้องสนใจ แต่ถ้าชอบเมื่อไหร่เราจะผลักดัน เราก็บอกว่าปกติบุ๊คเล่นเกมทุกวัน เปลี่ยนมาดู YouTube ได้มั้ย เสิร์ชหาใครที่สอนกีตาร์ เราก็พยายามที่จะสะกิดตลอดเวลา วันดีคืนดีเขาก็เก็บเงินที่จะซื้อกีตาร์ตัวแรก เขาแบ่งจากเงินที่เติมเกมมา วันแรก ๆ ก็ดีดสายขาดทุกวัน” คุณตันเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

เขาก็หาพวก บางทีเขามีเพื่อนที่เล่นกีตาร์เก่ง ก็เริ่มมารวมกลุ่มกัน กลับมาบุ๊คก็เล่นแต่กีตาร์ บางวันก็โดนแม่ด่าเหมือนกัน (หัวเราะ) จนปัจจุบันบุ๊คเล่นกีตาร์เล่นดนตรีกับวงได้โดยไม่ได้มีครูสอนจริงจังเลย แล้วเราก็ให้เขามีโอกาสได้แสดงออก เปิดพื้นที่ในชุมชน ไปงานต่างจังหวัด เราก็ชวนเขาไปเล่นดนตรีทุกที่ที่มีโอกาส

น้องฟรอยด์เป็นเด็กไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเด็กนอกระบบ ชอบศิลปะแต่ว่าไม่เคยได้ลงมือ เวลาจะวาดก็แอบวาด ไม่มีโอกาสได้บอกใคร พอเราทำกำแพงศิลปะชุมชน เราก็บอกฟรอยว่าตอนนี้พี่มีกำแพงอยู่ 5 บล็อก ฟรอยด์ลองไปออกแบบให้หน่อย คิดว่าอยากจะเล่าเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับชุมชน เขาชอบคลอง ชอบเรืออีโปงขายข้าวสาร ชอบตอนที่เขาปล่อยส้มโอลงมาที่คลองแล้วเปิดประตูน้ำลำเลียงส้มโอ เขาก็ไม่มั่นใจนะ เราก็บอกฟรอยด์ ไม่เป็นไรลุยไปเลย อันนี้เป็นของเราแล้ว

สุดท้ายทำออกมาเป็นภาพตลาด ภาพที่เกี่ยวกับคลอง ส้มโอ เรืออีโปงออกมาได้น่าสนใจ สัดส่วนวางพลาดวางผิดเราไม่น่าสนใจ ให้มองว่าเขามีโอกาส ตอนนี้มันเท่ากับการเปิดพื้นที่ให้ได้แสดงออก ไม่งั้นมันก็จะยังถูกเก็บไว้อยู่ ศิลปะในหัวใจอย่างเดียวมันไม่รอด มันไม่ได้ถูกสื่อสาร อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่าคนมีศักยภาพในตัว ถ้าหากมีโอกาสในการใช้ มันจะถูกที่ถูกทางและน่ามหัศจรรย์”  

การจะพัฒนาเด็กแต่ละคนนั้นคุณตันบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลามาก เราต้องเข้าไปรู้จักกับเด็กแต่ละคน รู้ลึกลงไปถึงสภาพแวดล้อมและครอบครัว รวมถึงประเมินความสามารถของแต่ละคนให้ถูกต้อง รวมถึงยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ใช่การเข้าไปแบบครั้งคราว และต้องชักชวนให้เด็กร่วมมือด้วยความสมัครใจ ห้ามบังคับหรือสั่ง มิฉะนั้นเราก็ไม่ต่างอะไรกับกรอบแบบเดิม ๆ ที่ทำให้เขาเหนื่อยหน่าย และสำคัญที่สุดคือความไว้วางใจและให้คุณค่ากับตัวเขา

“ถ้าเราเชื่อไปก่อนว่าเขาทำได้ มันก็จะมีโอกาสให้เขาได้ทำ มีโอกาสให้เกิดความไว้วางใจ ถ้าเราไม่เชื่อแบบนั้น มันก็จบตั้งแต่แรก อันนี้ผมว่าเรื่องความสำคัญคือการให้คุณค่า แล้วก็เชื่อมั่นในตัวพวกเขา จะผิดจะพลาดเดี๋ยวค่อยมาว่ากัน”

เสน่ห์ของการให้

งานอาสาสมัครที่คุณตันทำมากว่าครึ่งชีวิตนั้นเป็นงานที่หลาย ๆ คนต้องยอมรับว่าถ้าหากไม่มีความอดทนและเสียสละมากพอคงไม่สามารถทำได้ 

เวลาส่วนตัวเราจะน้อยมากถ้าทำงานแบบนี้ เราต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมี ดีที่ว่าครอบครัวผมทำงานเรื่องนี้มาตลอด พ่อแม่คนรอบตัวเลยค่อนข้างเข้าใจ ไม่งั้นเขาจะตั้งคำถามว่าเอาเวลาไปทำมาหากินไม่ดีกว่าเหรอ แต่ผมไม่มีความคิดที่จะรวยอยู่แล้ว มันก็ปิดประตูไปได้อย่าง

ถ้าเราไม่เคยให้ใครเราก็จะไม่ค่อยได้รับ” คุณตันกล่าวอย่างหนักแน่น ที่ผ่านมาผมเลือกที่จะยอมมอบ ยอมให้ก่อน ไม่ใช่ว่าเราเลิศเลออะไร แต่ผมรู้สึกว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่ผมถนัดและสบายใจ ผมตอบแทนมันชัดเจนสวยงามมากเลย คุณจะได้รับการตอบแทนแบบที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน ผมได้รับเรื่องมหัศจรรย์หลายๆ เรื่อง คนที่เข้ามาช่วยเหลือเราในยามวิกฤติ คนที่เข้ามาปกป้องเรา บางเรื่องที่เราแทบจะไม่มีหนทางที่จะหาทางออก มันจะถูกจัดการโดยคนรอบตัวที่เราเคยให้ เวลาเราจะล้มก็จะมีคนมาคอยช้อนเรามาซัพพอร์ตเราตลอดเวลา เนี่ยแหละครับ ผมว่าการแบ่งปันมันมีเสน่ห์ตรงนี้เอง

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]