fbpx
Arts & Culture

Wayla Amatathammachad: Art is Eatable

Wayla Amatathammachad on the arts in Thailand and creating a path for himself from nothing.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Photography by Prayoon for Art

When we consider people working in the arts, the ones who pop up in our minds are often artists. There are roles that we tend to overlook: the producer or curator. This is the person who works behind the scenes of spectacular exhibitions—the one who organises, coordinates, and solves problems to bring meaningful shows to the audiences.

Wayla Amatathammachad is one such person who has been working across different fields such as film, visual arts, and performing arts over the last decade. Growing up, his dream was to become a film director but he followed the advice of his family and studied business administration instead.

After working in marketing for four years, he decided to follow his heart, stepping into the arts field. He gained experience working for the World Film Festival of Bangkok before becoming a manager at the Pichet Klunchun Dance Company and Thonglor Art Space. Lastly, he finally carved out his path by establishing Prayoon for Art.

Driven by his passion and determination to improve and further Thai creativity and arts, he established Prayoon for Art, a network that supports insiders and outsiders who share similar principles and interest in the contemporary arts. On behalf of the network, members of Prayoon for Art can further the cause of a project. The network lends name and creditability to members with less experience.

The backstory of Prayoon for Art derives from Wayla’s personal struggles. Starting from scratch, he didn’t use to have any credibility or connections, and hence understands how hard it is to be in this situation. He hopes that Prayoon for Art will help speed up its members’ growth and achievements while laying the foundation for systematic change that contributes to a sustainable industry.

The first project of Prayoon was to create a directory for contemporary performing artists. The second project, Low Fat Arts Fes, is a performing arts festival, which Wayla took over from his senior. Recently, Low Fat Arts Fes forged collaborations between the arts and “non-arts” people. Held in a village, several houses were used as a stage for the shows. This created engagement with villagers—people outside the arts field, planting the roots of the arts in rural areas.

“Life is much more than working and raising children, isn’t it?” said a villager who had never been exposed to the arts prior to the festival. Wayla saw first hand how the arts can inspire people and change their perspectives. It was the same for him when he was first exposed to the arts—it fulfilled his self-value and raised his confidence as a person. As such, he is motivated to push arts into the lives of people and give everyone an equal chance to experience it.

Low Fat Art Fes: Rope Installation Art โดย Yada, The Rigger and Little Bird Studio

There is a lack of support in the arts in Thailand as people do not see value in it. However, Wayla says that art is “eatable”. While art, unlike design, seems to have no function, it adds value to society in several ways. For example, after art was placed in a bathhouse in an almost abandoned island in Japan, more people became attracted to the bathhouse and the island, creating deep economic and social impact—improving the lives of the islands’ inhabitants and artists.

The other problem that Wayla recognised and wish to rectify by establishing Prayoon is the problem of diversity in the arts in Thailand. He paints the situation in Thailand like a zoo—artists are like animals while government and patrons are the zookeepers. Instead of building a thriving forest, they create a zoo, put animals that they like in there while leaving some to die. There is no ‘eco-system’ for the animals to live on their own. They cannot survive without the caretaker. As such, the audience only knows of a few kinds of animals and rarely experience others outside the zoo.

Wayla hopes to create a forest with a sustainable eco-system where different artists can thrive independently.

Low Fat Art Fes: Intimate Memorabilia โดย Lemonot

Wayla never forgets where he started from. He understands the feelings of fresh graduates or the inexperienced who have no idea how to pursue their dream career. His documentary, STEP, which portrays the lives of four emerging preforming artists in four different genres, was created as a guide and example. The purpose is to inspire and ensure the audiences that there are ways to go about their creative endeavours. He has shown the documentary in several universities around the country.

It was Wayla’s determination that drove him to where he is today. He recalls going around knocking on the doors of several artists, in search of an opportunity. “Never stop, always practise, learn and improve. Keep running until you find a way. If you really can’t find a way, create one, just like I did with Prayoon for Art,” he concludes.

Low Fat Art Fes: The Rites of The Objects: Indexing Curriculum Annual  โดย Arsita Iswardhani

หากพูดถึงคนในแวดวงศิลปะ หน้าที่ที่เรานึกถึงทันทีคงจะเป็นศิลปินผู้วาดลวดลายบนผืนผ้าใบ หรือนักแสดงที่เคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะรอบเวที แต่อีกกลุ่มคนหนึ่งที่เรามักจะลืมไปคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานศิลปะต่างๆ ผู้ที่ประสานและจัดการองค์ประกอบทั้งหมดของงานจนเกิดเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ และสร้างการแสดงที่มีความหมายลึกซึ้งขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่เราเรียกกันว่า ‘โปรดิวเซอร์’ และ ‘คิวเรเตอร์’ นั่นเอง คนที่อยู่หลังม่าน คอยจัดระเบียบ เลือกสรร และนำเสนอสิ่งที่เพียบพร้อมที่สุด เพื่อนำความหมาย และจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งที่สุดของงานศิลปะแขนงๆ ต่างออกสู่สายตาผู้คน

คุณเวลา อมตธรรมชาติ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ และคิวเรเตอร์ที่ผ่านงานศิลปะหลากหลายแขนง เขาโลดแล่นและก้าวข้ามไปตามศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และอาร์ตสเปซมากว่า 10 ปี ด้วยความหลงใหลในศิลปะ และความมุ่งมั่นที่จะพาแวดวงศิลปะให้ก้าวหน้า คุณเวลาจึงก่อตั้งเครือข่าย ‘ประยูรเพื่อศิลปะ’ ขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนที่รักในศิลปะ ได้เคลื่อนไหว ได้ใช้พื้นที่ในการสร้างงาน และสานฝันให้เป็นจริง

วันนี้เรามาพูดคุย ทำความรู้จักตัวตนของคุณเวลาและเส้นทางสายศิลป์ของเขา มาร่วมกันสำรวจตัวตนเบื้องหลังของโปรดิวเซอร์และคิวเรเตอร์ผู้เริ่มต้นจากศูนย์ และกำลังวิ่งไปถึงร้อยอย่างมุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความหลงใหล

เส้นทางสายศิลป์ของคุณเวลา อมตธรรมชาติ

คุณเวลาเรียนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ เอกการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และต่อปริญญาโทคณะนิเทศศาสตร์ เอกการสื่อสารการแสดงและสื่อบันเทิงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ตอนเด็กๆ สนใจด้านศิลปะมากกว่าทางด้านบริหารธุรกิจ อยากเป็นผู้กำกับหนัง” คุณเวลาเล่า ถึงจะมีความฝัน แต่ก็ยอมตามใจครอบครัวเรียนบริหารจนจบ และค่อยเรียนต่อในสาขาที่ต้องการตอนปริญญาโท คุณเวลาทำงานด้านการตลาดอยู่ 4 ปี แต่ความรักในวงการศิลปะก็ยังไม่หายไป เขาจึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางสายศิลป์ เริ่มจากเป็นผู้แนะนำภาพยนตร์ใน World Film Festival of Bangkok ตามด้วยเป็นผู้จัดการที่ Pichet Klunchun Dance Company จากหนังก็กระโดดไปที่ศิลปะการแสดง และกระโดดข้ามไปที่ Thonglor Art Space และท้ายที่สุดคุณเวลาก็ตัดสินใจสร้างเส้นทางของตัวเองด้วยการก่อตั้งเครือข่ายประยูรเพื่อศิลปะขึ้นมา

Low Fat Art Fes: Memory of The River โดย นิกร แซ่ตั้ง (Nikorn Sae Tang)

ประยูรเพื่อศิลปะ เครือข่ายเพื่อศิลปะที่เป็นของทุกคน

คุณเวลาเล่าว่าประยูรเพื่อศิลปะคือเครือข่ายที่เกิดจากคำถามที่ติดค้างในใจของคุณเวลามาตลอด 7-8 ปีที่ทำงานมา “มันมีคำพูดนึงที่พูดตลอดเวลาว่า ‘เมืองไทยมันไม่มีการให้การสนับสนุนศิลปะ’ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องของนโยบาย เรื่องของการตอบรับทางสังคม ศิลปะเป็นเรื่องแปลก เป็นเรื่องไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งๆ ที่มันน่าแปลกใจที่เวลาพูดถึงศิลปะทุกครั้ง คนก็จะบอกว่ามันดี มีประโยชน์ แต่ทำไมมันไม่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง” ประกอบกับตลอดชีวิตการทำงาน คุณเวลามองเห็นวงการศิลปะในต่างประเทศที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ได้รับการสนับสนุน เฟื่องฟู มีศิลปินและเทศกาลมากมาย เขาเลยเริ่มตั้งคำถามว่าเขาจะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยได้อย่างไร

“เราก็เลยมาตั้งข้อสันนิษฐานว่าโหนดต่างๆ ในสังคมที่มันควรจะสนับสนุนศิลปะได้มันยังไม่ถูกเชื่อมต่อ ประยูรเพื่อศิลปะมันเลยตั้งขึ้นมาเพื่อแบบนี้ ความพิเศษของเครือข่ายนี้คือคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะ หรือไม่มีความรู้ทางศิลปะ แต่สนใจที่จะทำอะไรเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายได้ และร่วมกันสร้างโครงการศิลปะได้ เราพยายามจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าการมีส่วนร่วม คือเราไม่ใช่แค่เอางานศิลปะไปให้คนดู แต่เราอยากให้เขาเป็นส่วนนึงในการสร้างด้วย มันจะได้มีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าการแค่เป็นผู้รับสาร”

คุณเวลาเล่าต่อถึงความตั้งใจที่จะทำให้ประยูรเพื่อศิลปะเป็นเหมือนเครือข่ายที่เพิ่มความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้ “เราเคยลำบากมาก่อนจากการเป็นคนที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีพอร์ตฟอลิโอ ไม่มีความน่าเชื่อถือ คนที่เขาไม่มีต้นทุนทางสังคมหรือทางการทำงาน การที่เขาจะเริ่มสิ่งนี้มันยากมาก เราเลยอยากให้คนเหล่านั้นมีโอกาส หรือมีต้นทุนที่เขาสามารถหยิบไปใช้ได้ และสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น ก้าวได้ไกลขึ้น”

“เราจึงพยายามทำให้ประยูรเพื่อศิลปะเป็นสาธารณะ คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันต้องการเอาศิลปะร่วมสมัยไปใช้ในการพัฒนาสังคมไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็ตามและพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัยเองสามารถเอาไปใช้ได้ ขอแค่บอกกันหน่อย จุดมุ่งหมายของเราคือตั้งระบบนิเวศน์ที่จะทำให้ศิลปะร่วมสมัยมันอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน”

คุณเวลาเล่าให้เราฟังว่าผลงานชิ้นแรกของเครือข่ายประยูรเพื่อศิลปะคือหนังสือ “ทำเนียบนามศิลปินร่วมสมัยสาขาศิลปะการแสดง พ.ศ. 2561” ซึ่งเกิดจากความต้องการพัฒนาฐานข้อมูลของรายชื่อศิลปินต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวศิลปิน และสร้างพื้นที่ที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้สนับสนุนต่างๆ สามารถเข้าไปค้นหาศิลปินที่เขาต้องการได้ และกำลังจะพัฒนาให้เป็นระบบออนไลน์ต่อไป

Directory of Performing Contemporary Artists 2018

ศิลป์ กิน ได้

นอกจากศิลปะจะมีคุณค่าทางด้านสุนทรียะแล้ว คุณเวลายังมองอีกว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่ ‘กินได้’ อีกด้วย คุณเวลาเปรียบเทียบให้เราฟังระหว่างงานดีไซน์กับงานศิลปะ งานดีไซน์ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาบางอย่าง ทำให้มันมีมูลค่าในตัวเองอยู่แล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามศิลปะเป็นการแสดงความรู้สึก ตัวตน และจิตวิญญาณของศิลปินผ่านผลงาน ทำให้มันดูเหมือนจะไม่มีมูลค่า แต่คุณเวลาขอให้เราลองมองในเชิงของการการจัดการ ว่าศิลปะสามารถเอาไปใช้งานในสังคมได้ เขายกตัวอย่างเทศกาลศิลปะในญี่ปุ่นที่ใช้ศิลปะเข้าไปฟื้นฟู คืนชีวิตให้เกาะที่แทบจะถูกทิ้งร้าง เช่น สร้างโรงอาบน้ำที่มีงานศิลปะอยู่ด้านใน คนในชุมชนก็สามารถมาใช้งานโรงอาบน้ำได้ และคนที่อยากดูงานศิลปะก็ต้องใช้งานโรงอาบน้ำถึงจะดูได้ ทำให้ชุมชนที่เริ่มร้างกลับมีคนคึกคักขึ้น

“มันไม่ใช่แค่เอางานศิลปะไปจัดให้คนมาดู แต่ว่ามันเอาไปฟังก์ชั่นแบบนี้ได้เยอะมาก ซึ่งคำว่าศิลป์กินได้ของเรา ถ้าเรามองในเชิงของความเป็นไปได้ ศิลปะมันมีประโยชน์ที่จะเอาไปสร้างการพัฒนาในพื้นที่ ในชุมชนเต็มไปหมดเลยครับ แล้วเมื่อศิลปะมันถูกเอาไปหยิบใช้ เมื่อนั้นแหละครับมันจะเกิดทั้งเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม หลังจากนั้นมันก็จะมีการไหลเวียนของทรัพยากร ทั้งคนที่ทำงานศิลปะเองก็จะอยู่ดีกินดี คนที่ได้รับประโยชน์จากการใช้งานศิลปะเหล่านั้นก็จะอยู่ดีกินดีขึ้น เนี่ยแหละครับคำว่าศิลป์กินได้ของเรา”

Low Fat Art Fes: Realness Sunya โดย พิทยา แพเฟื่อง (Phitthaya Phaefuang)

Low Fat Art Fes เทศกาลศิลปะแบบ ไขมันต่ำ

Low Fat Art Fes คือโปรเจ็กต์ที่ 2 ของประยูรเพื่อศิลปะ คุณเวลาเล่าว่ามันเกิดมาจากความต้องการของรุ่นพี่ของคุณเวลาที่อยากให้คนไทยมีโอกาสได้ดูศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่แหวกแนว และมีแหล่งข้อมูลในการติดตามข่าวสารวงการศิลปะการแสดงโลก Low Fat Art Fes จึงเป็นเทศกาลที่ตั้งมาเพื่อตอบโจทย์นั้น ซึ่งคุณเวลาได้เขยิบจากการเป็นผู้ช่วย มาเป็นผู้สานต่อและจัดการ Low Fat Art Fes ต่อจากรุ่นพี่ของเขา

“ที่เป็นชื่อ Low Fat เพราะว่ามันไม่มีตัง เราไม่ได้มีนายทุน เราก็เลยใช้วิธีการเหมือนนม Low Fat ตัดไขมันออก ไขมันก็คือเรื่องของความหรูหราความฟู่ฟ่า ตัดอะไรที่มันฟุ่มเฟือยทิ้งให้หมด เหลือแค่อันที่เราต้องเก็บไว้จริงๆ มันก็เลยกลายเป็นชื่อว่า Low Fat Art Fes”  คุณเวลาเล่าพร้อมกับหัวเราะออกมา เขาเล่าให้เราฟังต่อว่าสาเหตุที่ทำให้เขาชอบเทศกาลนี้มากเพราะมันมี ‘ความทะเยอทะยานแต่ลูกทุ่ง’ เป็นงานที่สร้างอย่างจริงจัง ประกาศไปในวงกว้าง และมีสเกลที่ใหญ่มากด้วยศิลปินกว่า 20 คนจาก 10 กว่าชาติ แต่ลูกทุ่งเพราะต้นทุนต่ำ

ในครั้งที่ 1 และ 2 เทศกาลนี้เป็นเหมือนการนำศิลปะจากสองสาขามาผสมผสานกัน เช่นการเอาจิตรกรมาทำงานร่วมกับศิลปินสาขาศิลปะการแสดง แต่ในครั้งล่าสุดนี้ Low Fat ก้าวขึ้นไปอีกขั้นด้วยการสร้างความร่วมมือกันระหว่างคนในวงการศิลปะและนอกวงการศิลปะ ระหว่างพื้นที่ศิลปะและพื้นที่ชุมชน

ปัจจัยทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างคาดไม่ถึง คุณเวลาเล่าว่าโดยปกติแล้ววงการศิลปะดูเป็นวงการที่ค่อนข้างปิด เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อเลือกจัดงานในพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านในชุมชนก็กล้าที่จะมาดูมากขึ้น “มันเป็นพื้นที่ที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว เป็นบ้านของเพื่อนบ้านที่ฉันก็เดินเข้าไปนั่งคุยกัน ไปนั่งกินกาแฟคุยกันทุกเย็น มันก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นมั้ยถ้าฉันจะเข้าไปดู เป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ดีมาก”

คุณเวลาเล่าว่าหลังจาก Low Fat จากไปจากชุมชน เขาก็ได้ทิ้งกลิ่นอายของศิลปะไว้ให้ชุมชนด้วย โดยทิ้งงานศิลปะที่เป็นหนังสือผจญภัยให้คนที่เข้ามาเยี่ยมชม เปิดหนังสือ เดินตามหนังสือไปยังสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจในชุมชน คุณเวลาย้ำว่า เขาไม่ได้ต้องการแค่เข้าไปใช้พื้นที่แล้วออกมา แต่เขาต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมต่อส่วนของพื้นที่ศิลปะ กับพื้นที่ชุมชนเข้าด้วยกัน  ให้ศิลปะเข้าไปมีส่วนในชีวิตประจำวัน สร้างให้เครือข่ายนั้นคงอยู่ต่อไปแม้ Low Fat จะจบไปแล้วก็ตาม

Low Fat Art Fes: บรรยากาศเทศกาลชาวบ้านในพื้นที่ถ่ายภาพกับภาพถ่ายตัวเองในนิทรรศภาพถ่าย First Time โดย จีรพัฒน์ เสมาไชย (Chiraphat Semachai)

โลกเราเนี่ยมันมีอะไรมากกว่าการทำมาหากินแล้วก็เลี้ยงลูกเนอะ

คำพูดนี้คือคำพูดที่คุณเวลาได้ฟังจากคุณป้าร้านอาหารตามสั่งที่ได้เข้าไปดูการแสดงในเทศกาล Low Fat Art Fes “มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอะไรที่มันนอกเหนือจากชีวิตประจำวันของเขา มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันให้เราพยายามที่จะเพิ่มงานศิลปะลงไปในพื้นที่ เพื่อให้โอกาสให้คนในสังคมได้เปิดโลก ให้ได้เห็นอะไรที่นอกเหนือจากชีวิตประจำวันตัวเอง เราเชื่อว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ และจะเป็นประโยชน์กับชีวิตเขา เราคิดว่าอันนี้สำคัญ เพราะว่าจริงๆ แล้วต้องบอกว่าโมเม้นแบบนี้มันก็เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ตอนที่เราได้รู้จักศิลปะครั้งแรก” คุณเวลาเล่าย้อนไปในสมัยที่ยังเป็นดช. เวลา

คุณเวลาเล่าว่าบ้านของเขามีฐานะยากจน พ่อแม่เก็บเงินส่งให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด จนต้องตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทิ้งไปหมด เขานั่งอยู่ในวงรายล้อมไปด้วยเพื่อนที่เล่าถึงประเทศที่ตัวเองไปมาในช่วงปิดเทอม กีฬาแบบใหม่ที่ตนเองไปเรียนมา “เราเหมือนเป็นพาสซีพ คือคนที่ต้องรับสาร รับแรงบันดาลใจจากคนอื่นตลอดเวลา เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะเข้าถึงแรงบันดาลใจพวกนั้น” จนเพื่อนของเขาที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ พาเขาไปเปิดโลกของศิลปะภาพยนตร์ครั้งแรก

“ที่เราดูคือเรื่อง Bringing out the Death ของ Martin Scorsese หนังพูดถึงคนที่เป็นบุรุษพยาบาลที่ตั้งคำถามกับการมีตัวตนอยู่ของตัวเอง ต้องเฝ้ามองความตายแต่ทำอะไรไม่ได้เลย เรารู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งนี้ หรือแม้แต่รู้สึกถึงประเด็นนี้เลย มันให้แรงบันดาลใจกับเรามาก และมันสร้างความรู้สึกเท่าเทียมให้เรา เวลาที่เราอยู่ในหมู่เพื่อน เราก็มีสิ่งที่เราเอาไปแชร์กับเขาได้เหมือนกัน โดยที่เขาอาจจะไม่รู้จักสิ่งนี้มาก่อน ทำให้เรารู้สึกว่าเราเห็นคุณค่าในตัวเองขึ้นมา เรารู้สึกว่ามันเป็นโมเม้นท์ที่ทำให้เราฝังใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราอยากทำงานศิลปะ เราไม่เคยลืมโมเม้นท์นั้น พอมาเจอเหตุการณ์ของคุณป้าคนนี้ มันก็เลยทำให้เราอยากไปต่อและทำให้มันจริงจัง อยากให้คนจำนวนมากขึ้นมีโอกาสได้สัมผัสโมเม้นนี้บ้าง”

Low Fat Art Fes: Workshop: Garbage Alive! (ขี้เงื้อมีชีวิต) โดย Khao Niew Lao Puppet Theatre

คนที่กินแต่ปลาแซลมอน และสวนสัตว์ท่ามกลางป่าศิลปะ

“จริงๆ แล้วงานศิลปะมันไม่ใช่เราจะบอกว่าชิ้นนี้มันดี หรือว่าชิ้นนี้ไม่ดีด้วยไม้บรรทัดแบบเดียวที่ใช้วัดทุกอย่าง คืองานศิลปะแต่ละชิ้นมันทำงาน มันมีบทสนทนากับใจคน มันกระทบใจคนไม่เหมือนกัน งานบางชิ้นมันอาจจะดูห่วยมากเลยนะ แต่กับใครบางคนมันอาจจะทำงานกับจิตใจเขารุนแรงมากเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ คือการที่ทำให้คนในสังคมมีโอกาสได้เห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณเวลากล่าว

และการทำให้คนเห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้คือสิ่งที่วงการศิลปะไทยยังขาดอยู่ “สิ่งที่มันถูกเลือกในเมืองไทยตอนนี้ความหลากหลายมันต่ำ ศิลปะร่วมสมัยมันจะทำงานของมันได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อคนเห็นความหลากหลาย ต้องทำให้ความหลากหลายมันถูกนำเสนอในสังคม เพื่อที่จะทำให้เกิดการสนับสนุนศิลปะจริงๆ”

วงการศิลปะจะเติบโตได้ก็ต้องได้รับการสับสนุนเงินทุนจากทั้งรัฐและองค์กรต่างๆ คุณเวลาอธิบาย “ศิลปะแบบนี้มีคนสนับสนุนหรือมีนายทุนที่เขาชอบ ศิลปะแบบนั้นมันก็โตขึ้นมา ศิลปะแบบอื่นไม่ก็ไม่โต ส่วนรัฐก็จะมองว่าอันไหนที่ทำแล้วปัง อันไหนที่ทำแล้วดัง เขาก็จะอัดฉีดไป มันก็จะโตเฉพาะอันนั้น”

คุณเวลาเปรียบเทียบให้เราฟังว่าในแง่ของคนดูในสังคมแบบนี้เราก็เหมือนคนที่ทานอาหารอยู่เมนูเดียว “ตอนนี้สภาพมันตลกมากเลย คนดูมันจะเหมือนคนที่กินแต่ปลาแซลมอน ไม่รู้ว่าแม่น้ำเจ้าพระยามีปลาดุก ปลาช่อน ปลาสวาย ไม่ได้กิน ฉันได้กินแค่ปลาแซลมอน รู้จักแต่อันนี้ แล้วระบบนิเวศน์มันจะอยู่ได้ยังไง”

ในขณะเดียวกันพอมองกลับมาในวงการศิลปะ คุณเวลาก็เปรียบให้ฟังว่า “ศิลปินเป็นสัตว์ป่า และผู้สนับสนุนเป็นเหมือนศูนย์อนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่า ทำให้ศิลปินโตด้วยทรัพยากรที่เขาฉีดไปเรื่อยๆ แต่ปัญหามันคือเขาไม่ได้ปลูกป่า ไม่ได้สร้างป่าขึ้นมา สัตว์ที่มันโตในศูนย์อนุรักษ์ มันก็ต้องอยู่ในนี้ตลอดไป ออกไปในป่าไม่ได้เพราะไม่มีป่าให้อยู่ กลายเป็นสภาพแบบสวนสัตว์ อันนี้เป็นสภาวะที่อันตรายมากจริงๆ วันนึงถ้าศิลปินเหล่านี้หยุด หรือรัฐไม่อุ้มอีกต่อไป ก็ตาย ป่าก็ไม่มีอยู่แล้ว สวนสัตว์ก็ไปอีกสภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ คนที่อยู่รอดคือสัตว์ป่าที่แข็งแรงพอที่จะเดินเอาตัวเองไปอยู่ในป่าที่เมืองนอก เพราะป่ามันอยู่ข้างนอกประเทศเรา ในประเทศเราไม่มีป่า”

ทั้งหมดนี้คือเป้าหมายที่คุณเวลาสร้างประยูรเพื่อศิลปะขึ้นมาสร้างเครือข่ายศิลปะ สร้างป่า สร้างระบบนิเวศน์ที่มีความหลากหลายของวงการศิลปะ เพื่อพยุงให้ศิลปินมีโอกาสเติบโตเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งได้ โดยไม่ต้องหาป่านอกประเทศ

STEP Documentary

สารคดี STEP เป็นก้าวแรกให้คนรุ่นหลัง

หากพูดถึงเรื่องความหลงใหลและความมุ่งมั่นแล้ว คุณเวลามีมากจนเราทึ่ง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มจากศูนย์และเดินมาได้ถึงจุดนี้ แต่ต่อให้อยู่ในจุดนี้แล้ว เขาก็ยังหันหลังกลับไปมองและพยายามช่วยพยุงคนรุ่นต่อไปที่กำลังวิ่งตามเขามาเสมอ ไม่ว่าจะกำลังวิ่งอยู่ไล่หลังเขา หรือเพิ่งออกตัวจากจุดสตาร์ท

สารดี STEP คือหนึ่งในความพยายามที่จะแนะแนวทางให้นักเรียนนักศึกษาในสาขาศิลปกรรม หรือนักเต้น นักแสดงรุ่นต่อไปที่กำลังรู้สึกมืดบอด สิ้นหวัง ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ไม่รู้จะคุยกับใคร ให้พวกเขาได้มีที่ปรึกษา มีตัวอย่าง และมีแรงบันดาลใจที่จะเดินต่อไปได้ ตัวสารคดีเป็นเรื่องราวในชีวิต และเส้นทางการเดินทางของนักเต้นสาขาศิลปะการแสดงร่วมสมัย 4 คนที่มีรูปแบบการเต้นที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่การฟ้อน การแสดงแบบเธียเตอร์ การแสดงแบบโว้ค และการแสดงเต้นแบบนอนแดนซ์

“ผมเคยได้มีโอกาสไปแนะแนวการศึกษาตามมหาลัย สิ่งนึงที่เราเจอก็คือว่าหลายๆ คนที่เรียนทางด้านศิลปะการแสดงและศิลปะการเต้น เขาตอบไม่ได้ว่าเรียนจบเขาจะทำอะไร คนที่สนใจจะเดินต่อในสายของสายศิลปะจริงๆ เขาไม่รู้จะไปไหนต่อ แล้วหลายๆ คนก็ยอมแพ้ตั้งแต่เรียนจบมาปีแรก ลองพยายามทำไรของตัวเองหาเงินมาทำเอง แล้วคนก็ไม่มีคนดู แล้วก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนาอาชีพของตัวเองต่อไปได้ยังไง”

“งั้นเรามาทำสารคดีกัน เพื่อเป็นการให้ตัวอย่างว่าจริงๆ แล้วคนที่เป็นศิลปินที่เพิ่งแจ้งเกิดที่อายุประมาณ 30 ต้นๆ ไม่เกิน 40 เขาเดินในเส้นทางอาชีพของตัวเองได้ยังไง”

คุณเวลาเล่าให้เราฟังว่าในขณะที่เดินสายฉายสารคดีเรื่องนี้ไปทั่วประเทศ เขาก็ได้รับผลตอบรับที่แตกต่างกันไป มีทั้งคนที่ดูแล้วไม่เข้าใจ และคนที่ดูแล้วจุดไฟในตัวขึ้นมาใหม่ เปิดทางให้เขาได้เดินต่อ อีกทั้งยังช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นให้กับคนที่เคยคิดว่าการเต้นเป็นแค่การแสดงสวยงาม 10 นาทีจบ ให้เขาได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วมันมีแง่มุมอื่น มีความหมาย มีเรื่องราวที่ลึกซึ้งในตัวเอง

STEP Documentary

ความมุ่งมั่นเป็นยาชูกำลัง

“ผมเข้ามาวงการศิลปะตอนอายุ 28 ด้วยซ้ำ เราเริ่มจากการที่เราไม่รู้จักใครในวงการเลย แล้วสิ่งที่เราทำเป็นตอนนั้นคือเหมือนพนักงานบริษัทสมัครงาน ปริ้นท์เรซูเม่ออกมาแล้วก็ไปยื่นตามบ้านศิลปิน แล้วบอกเขาว่าพี่ ผมขอฝึกงานหน่อยครับ ผมไม่เอาเงิน แต่ผมอยากรู้ว่างานศิลปะมันทำยังไง แต่ว่าสิ่งที่ผมทำได้คือผมมีความรู้ทางด้านบริหารจัดการ ด้านมาร์เก็ตติ้ง ถ้าผมช่วยพี่ทำอะไรได้ ผมช่วยเต็มที่เลย ผมขอแค่โอกาส เราก็ทำอย่างนี้อยู่เป็นปีเลยนะ ไม่มีใครเอาเราเลย จน World Film ให้โอกาสเรา จนพี่พิเชษฐให้โอกาสเรา เราคิดว่าถ้าเกิดคุณไม่หยุด มันจะมีทางไปต่อ”

จากที่เคยไปเคาะประตูตามบ้านศิลปินเพื่อนขอโอกาส มาจนถึงวันที่เขาจัดตั้งเครือข่ายขึ้นมาเองได้ คุณเวลาบอกเราว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้คือความมุ่งมั่น “เราคิดว่าสิ่งสำคัญเลยคือการที่คุณไม่หยุดลงมือทำ และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่ามันอาจจะเป็นปัญหากับหลายๆ คนที่ทำให้เขาเลิกเส้นทางในการทำงานทางด้านศิลปะไปมันคือการที่เขาใช้วิธีการเหมือนฉันเรียนมาแล้ว ฉันรู้ว่าโลกเป็นแบบนี้ งานศิลปะเป็นแบบนี้ ฉันจะทำแบบนี้ เขาไม่ได้ไปโฟกัสเรื่องของการพัฒนาสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ เรื่องทักษะ เรื่องของข้อมูลข่าวสาร เรื่องของความก้าวหน้าทางด้านองค์ความรู้ศิลปะ เราคิดว่าถ้าเขายังขยันฝึกฝน ทำงาน ขยันหาความรู้ไปเรื่อยๆ เราคิดว่าเขาจะเห็นทาง”

“ถ้ามองไม่เห็นจริงๆ เลยว่าทางคืออะไร ทำมันเอง เหมือนที่เราทำประยูรเพื่อศิลปะขึ้นมาเอง เพราะเรามองไม่เห็นว่าเราจะไปสมัครงานที่ไหนได้ เราจะไปทำสิ่งที่เราเชื่อให้มันเกิดขึ้นจริงโดยการไปอยู่กับองค์กรไหนได้ ก็ถ้ามันไม่ได้เลย เราก็ทำมันเอง เราทำประยูรเพื่อศิลปะจากสถานะที่เราไม่มีเงินสักบาท”

“คุณต้องอดทน ต้องทน และในระหว่างที่ทนต้องวิ่งด้วยนะ ถ้าวิ่งไม่ไหวก็ต้องเดิน เดินไม่ไหวก็ต้องคลาน ต้องไปข้างหน้า ถ้าทนแล้วนิ่ง เรียบร้อยครับ จบ มันคือเรื่องความมุ่งมั่นอย่างเดียวเลย ต้องมุ่งมั่นแบบรู้จักพัฒนาด้วย ไม่ใช่มุ่งมั่นแบบมุทะลุ แบบฉันเก่งแล้ว ฉันดีแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ยังเรียนอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles