fbpx
Arts & Culture

WISHARAWISH: Bringing Thai Fabric to International Eyes

Inspiration in the everyday.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

When we think of Thai fabric, what pops up in our head would most likely be Thai silk with unique hand-woven patterns. That said, Thai fabric should not be defined so narrowly as “the fabric that can only be found in Thailand” as there is much more to Thai silk than we know and think of.

The blankets used by tour buses, the colourful cloth-binding at Thai shrines, and the Thai loincloth are all fabrics that can only be found in Thailand, and hence, can be considered as fabric unique to Thailand. However, due to how common they are in our daily lives, we tend to overlook their distinctiveness.

Khun Au-Wisharawish Akkarasantisuk, founder of Thai clothing brand WISHARAWISH, hopes to bring out the charm of Thai fabric by layering elements of modernity and creativity, and to bring it onto international runways for a global audience.

Khun Au graduated from the Faculty of Arts at Chulalongkorn University. He discovered his passion in fashion when he visited a fashion show at Silapakorn University’s Gift Festival, and has not looked back since. Khun Au learned through trials and errors – he took up internships, and he also credited his learnings to the fashion design contests that he participated in. Regardless of the scale of the contests – big or small – he attended all of them and eventually, he won one contest in Japan. Khun Au shared with us that when he attended that contest mainly because he wanted to go abroad, and he did not expect that he would win it.

After he graduated from university, Khun Au tried different jobs but realised that the desire of wanting to be a fashion designer still blazed in him. He went on to pursue fashion design at the postgraduate level in France, and it was in France that he started exploring the use of Thai fabric for the first time.

“When I was in Thailand I did not appreciate the uniqueness of Thai fabric. But when I was overseas and could no longer see them, I started to understand how invaluable they are.”

“There is no handmade craft like this in other foreign countries. And if I don’t continue to use them, they will be gone forever.” That’s how Thai fabric became the identity of WISHARAWISH.

His inspiration from the blankets used on tour buses, the colour cloth-binding around Thai shrines, as well as Thai loincloths came from his curiosity in turning ordinary daily items to designs that are different and modern. Khun Au sees this as a good challenge. “And that’s why designers existed. It is the designers’ job to use creativity and ability with this challenge. This is not what anyone can do”

While he has accomplished much and his works sound impressive, Khun Au always remind himself to not do too much, and work too hard. “What matters is that you did your best, with what you have and can. And life has to remain fun, and don’t let it be too stressful (because of work).”

Khun Au told us that in Thailand, people still make light of art and design without knowing that art and design are hidden in every aspect of life. Even the strategic plan of the city needs creativity to design the plan in the first place.

His works are mostly inspired by the cycle of birth and death – the unavoidability of change. He also uses this concept as his design philosophy. Letting things unfold themselves is the key to everything including great works and happy life.

นิยามของผ้าไทยที่เราคุ้นเคยกัน มักจะเป็นผ้าไหมหรือผ้าทอพื้นเมืองของภาคต่างๆ ที่ทอเป็นลวดลายเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ แต่เราหากจำกัดความคำว่า ‘ผ้าไทย’ ว่า ‘ผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีแค่ในประเทศไทย ยังมีผ้าอีกมากมายที่อยู่นอกเหนือจากบรรดาผ้าไหมผ้าทอ

ผ้าห่มรถทัวร์ ผ้าศาลพระภูมิ หรือผ้าขาวม้า ก็ล้วนมีเอกลักษณ์ความเป็นไทย และมีแค่ในไทยเท่านั้น แล้วผ้าเหล่านี้จะไม่ใช่ผ้าไทยได้อย่างไร? หรือเราเองที่คุ้นเคยกับผ้าเหล่านี้ จนมองข้ามมันไป

คุณอู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข เจ้าของแบรนด์ WISHARWISH แบรนด์แฟชันสัญชาติไทยที่ดึงเอาเสน่ห์ในทุกมิติของผ้าไทย และนำเอาผ้าขาวม้า ผ้าห่มรถทัวร์ ผ้าศาลพระภูมิ และผ้าทอหัตถศิลป์ไทยอีกมากมาย ผสมผสานกับการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ ออกมาเป็นคอลเลกชันที่แปลงโฉมผ้าเหล่านี้ให้ไปเจิดจรัสบนรันเวย์จนได้รับการยอมรับในระดับโลก

จากเด็กอักษรฯ เอกละครสู่ดีไซน์เนอร์ล่าฝัน

บทสนทนาของเรากับคุณอู๋เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงสดใส หลังจากแนะนำตัวกันคร่าวๆ เราก็เริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยคำถามเบสิก เขาเล่าว่าเมื่อก่อนเขาเป็นเด็กสายวิทย์-คณิต ที่จับพัดจับผลูได้มาเรียนเอกการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงแม้การเรียนเอกการละครที่อักษรฯ จะเหนื่อยมาก แต่คุณอู๋ก็พลังเหลือล้นจนสามารถเรียนและฝึกงานด้านแฟชันดีไซน์ไปด้วยได้

“ตอนนั้นพลังค่อนข้างเยอะ เพราะว่านอกจากจะเรียนศิลปะการละคร พอรู้ว่าชอบด้านแฟชันแล้ว เสาร์อาทิตย์พี่ก็ไปเรียนทำแพทเทิร์น รวมถึงฝึกงานช่วงค่ำด้วย เย็นมาก็ไปฝึกงานกับรุ่นพี่ที่เป็น Young Designer ในสมัยนู้น เพราะว่าเราอยากรู้ เราไม่มีโอกาส ก็เลยต้องแสวงหาโอกาสให้กับตัวเองให้มากที่สุด”

เราเลยขอถามย้อนกลับไปก่อนจะฝึกงานและเรียนหนักหน่วงแบบนี้ว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณอู๋เกิดความรู้สึกหลงไหลและหันมาทุ่มเทให้กับแฟชันดีไซน์ได้ขนาดนี้ คุณอู๋เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วเขามีความสนใจเรื่องการออกแบบอยู่ในตัวอยู่แล้ว และเคยไปลงเรียนวิชาด้านการออกแบบของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่ทุกอย่างก็ยังคงเลือนรางจนถึงวันที่ได้ไปดูแฟชันโชว์ที่งาน Gift Festival ของมหาวิทยาลัยศิลปากร “พอได้ดูแฟชันโชวในงานที่ศิลปากรเราก็รู้สึกว่าตายแล้ว อยากทำมั่งจัง แค่นั้นเอง แค่ฉันอยากทำ ฉันทำได้”

“หลังจากนั้นก็ศึกษาด้วยตนเอง เข้าห้องสมุด ค่อยๆ รู้จักเพื่อนที่เรียนด้านนี้ ก็ค่อยๆ ตามกันไป งานประกวดต่างๆ ก็เป็นหนทางที่ทำให้เราได้เจอเพื่อนๆ และได้เข้าสู่แวดวงการออกแบบ”

และการตั้งความหวังอย่างมุ่งมั่นในครั้งนั้นก็ก่อเกิดเป็นความทุ่มเทและอดทนที่พาคุณอู๋เข้าสู่วงการแฟชันได้ในที่สุด

การที่คุณอู๋ไม่ใช่นักเรียนแฟชันดีไซน์ตั้งแต่ต้น ทำให้คุณอู๋ต้องทำการบ้านเยอะมากในการจะเข้าประกวดต่างๆ และในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย ต้องอาศัยการตามข่าวตามนิตยสาร และการบอกต่อแบบปากต่อปาก นอกจากนี้ความต้องการอยากไปเที่ยวต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่พาคุณอู๋ไปสู่การประกวดระดับประเทศ

“ก็ไปงานประกวดต่างๆ งานเล็กงานใหญ่ก็ส่งหมด จนมีงานที่ญี่ปุ่นปี 2003 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ตรงนั้นก็เป็นแรงบันดาลใจ จริงๆ แล้วตอนนั้นไม่ได้อยากจะชนะอะไรหรอก แค่อยากไปเที่ยวฟรี การเข้ารอบการประกวดระหว่างประเทศคือเขาออกค่าที่พัก ค่าโรงแรมให้ เราก็ได้ไปเที่ยวด้วย”

หลังจากเรียนจบ คุณอู๋ได้ลองอาชีพที่หลากหลายทั้งผู้ช่วยสไตล์ลิส ทำงานโฆษณา ทำคอสตูม จากนั้นจึงสอบชิงทุนรัฐบาลไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลับมาก็ทำงานในหน่วยงานราชการ เป็นนักวิชาการที่จัดงานประกวดแฟชันดีไซน์ Contemporary Fashion Contest ปี 2011 – 2013 เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นต่อๆ มาที่เป็นเสมือนภาพสะท้อนของคุณอู๋เมื่อหลายปีที่แล้วได้มีโอกาสเข้าสู่วงการแฟชัน แต่สุดท้ายความเป็นนักออกแบบในตัวที่ครุกกรุ่นอยู่ภายใน ก็ผลักดันให้คุณอู๋สร้างแบรนด์ของตัวเองในที่สุด

“ท้ายสุดแล้วเราก็ต้องการมีชีวิตที่เรามีความสุข และได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ก็เลยพยายามสร้างแบรนด์เล็กๆ ของตัวเองดีกว่า”

WISHARAWISH และ ผ้าไทย

หากนึกถึง WISHARAWISH เราจะนึกถึงการใช้ผ้าไทยในทุกอณูของชุดอย่างสร้างสรรค์ เราจึงอดไม่ได้ต้องถามคุณอู๋ว่าเริ่มใช้ผ้าไทยในงานออกแบบตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนไปเรียนที่ฝรั่งเศส เขาให้หาความเป็นตัวตนของแต่ละคน เราก็คิดว่าทำยังไงเราถึงจะต่างจากนักออกแบบคนอื่นๆ จุดนึงที่ช่วยได้ก็คือวัสดุท้องถิ่นเรามีแต่เขาไม่มี ก็พยายามดึงของใกล้ตัวที่เราเคยมองข้ามมาใช้”

“ตอนเราอยู่ไทยเราก็ไม่รู้หรอกว่างานฝีมือมันมีคุณค่ามากมายขนาดไหน แต่พอไปอยู่ตรงนั้น ในวันที่มันไม่มีให้เห็น เราจึงเข้าใจ”

“ต่างประเทศเขาไม่มีคนมานั่งทำงานฝีมือแบบนี้แล้วนะ แล้วถ้าเกิดว่าเราไม่ใช้ มันก็จะสูญสลายไปตามกาลเวลา”

หลังจากนั้นคุณอู๋จึงเริ่มใช้ผ้าไทยมากขึ้นในทุกงานที่ทำ และกลายเป็นเอกลักษณ์ของ WISHARAWISH ในที่สุด

ผ้าไทยที่ไม่ใช่แค่ผ้าไหมผ้าทอ

หนึ่งในสิ่งที่เราเรียกได้ว่าทึ่งที่สุดกับแบรนด์ของคุณอู๋คือการได้รู้ว่าผ้าไทยที่เขาใช้ ไม่ใช่แค่ผ้าไหม ผ้าทอลายไทยทั่วไป แต่รวมถึงผ้าไทยที่ทุกคนคุ้นตาแต่ไม่เคยให้ความสำคัญอย่างผ้าขาวม้า ผ้าห่มรถทัวร์ หรือแม้แต่ผ้าศาลพระภูมิ

ในความเห็นของคุณอู๋นั้น ไม่ใช่แค่ผ้าลายไทยเท่านั้นที่จะสื่อความเป็นไทยได้แต่ผ้าเหล่านี้ก็ทำได้

“ผ้าไทยมันก็คือผ้าอะไรก็ตามที่เป็นวัสดุที่ผลิตที่นี่ ผลิตที่ประเทศไทย บางอันมันก็เป็นเครื่องจักรผสม แต่ว่ากระบวนการเตรียมมันก็ต้องอาศัยความประณีต ความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัสดุ หรือการแปรรูปก่อนที่จะมาทอด้วยเครื่องจักร ซึ่งที่อื่นไม่มี”

คนทั่วไปอาจไม่เห็นเสน่ห์ในผ้าเหล่านี้ แต่คุณอู๋กลับเห็นเสน่ห์และคุณค่าของผ้าที่หลายคนมองข้าม

“มันอยู่ในอัตลักษณ์ ในของรอบตัวเรา แต่ว่าไม่มีใครหยิบมาใช้ มันมีเสน่ห์ในหลายๆ มิติ นอกจากตัวคุณสมบัติของมันแล้ว มันก็ยังมีที่มาที่ไป เรื่องราว”

แล้วเราจะทำให้ผ้าสามสีสีสันฉูดฉาดบาดตา ผ้าห่มรถทัวร์ลายพร้อย หรือผ้าขาวม้าธรรมดามีเก๋ไก๋ มีสไตล์ขึ้นมาได้ยังไง? นี่คือคำถามต่อไป

“ก็ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการออกแบบเข้ามาเกี่ยว พี่จะพูดเสมอว่า มิเช่นนั้นก็จะไม่มีอาชีพนักออกแบบ ที่ต้องมีอาชีพนี้เข้ามา เพราะมันไม่ใช่ว่าหยิบมาแล้วเอามาทำได้เลย มันต้องมีการปรุงแต่ง การเตรียม พิธีรีตองของมัน”

การทำงานที่ไม่ได้อยากจะพลิกโลก

กระบวนการเปลี่ยนผ้าที่มีภาพจำของความเชย ความท้องถิ่นให้ดูโมเดิร์นขึ้นมานั้นดูเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาก คุณอู๋มองว่าทุกงานมีความยากง่าย สิ่งที่โฟกัสจึงเป็นการทำให้ดีที่สุดในทุกงาน ทำอย่างพิถีพิถัน แต่ที่สำคัญกว่าคือการ “ทำเท่าที่ไหว เอาอะไรที่เรารู้สึกสบายๆ หรือเป็นไปได้ มีอะไรใหม่ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ได้ต้องการจะพลิกโลกขนาดนั้น”

“มันต้องทำแล้วยังสนุก เพราะท้ายที่สุดแล้วมันอยู่กับเราไง ไม่อยากจะไปเครียดอะไรกับมันมากนัก”

“ไม่เคยถึงกับเบิร์นเอาท์หรอก เพราะพี่รู้สึกว่างานออกแบบอย่างน้อยมันก็เป็นอาชีพที่อยู่กับความสวยงาม มันอาจจะมีเรื่องการตลาดหรือการจัดการบ้าง แต่มันก็เป็นธรรมดาของทุกๆ ธุรกิจ แต่เรายังอยู่กับสิ่งสวยงาม ก็จะแฮปปี้กับการทำงานอยู่เสมอ”

สำหรับการรับมือกับอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา พคุณอู๋เล่าให้ฟังว่าอุปสรรคใหญ่ในปีนี้คือการที่งานแฟชันโชวต่างประเทศทั้ง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลียต้องถูกยกเลิกไปเพราะวิกฤตโควิด-19

“ท้ายสุดแล้วมันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง ทำอะไรได้ล่ะ ก็ได้แต่เตรียมตัวให้ดี และถ้ามีโอกาสเข้ามาใหม่ก็ค่อยเริ่มใหม่กันอีกครั้ง”

“ทุกอย่างมันย่อมมีทางออกของมัน คิดอย่างนี้จะสบายใจกว่า ไม่อยากเก็บมาติดเป็นปมชีวิต เราก็ต้อง go on ไปอีก มันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ หรือต่อให้เกิดจากเราก็ล้มแล้วก็ต้องลุก ก็ต้องสู้ไป”

ปัญหาวงการดีไซนเนอร์ไทย

คำตอบของคุณอู๋คือคำตอบเดียวกับที่เราได้รับจากบรรดานักออกแบบทั้งหลายในเมืองไทย ว่าเมืองไทยนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิลปะหรือการออกแบบมากพอ หลายครั้งที่บุคลากรในอาชีพเหล่านี้ถูกมองข้าม ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่คุณอู๋เราเองหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองแล้ว

“แน่นอนปัญหาปากท้อง หรือเรื่องสาธารณสุข การศึกษามันเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันด้านศิลปะและการออกแบบมันควรจะได้รับการพัฒนาไปด้วย เพราะต่อให้เราจะทำเรื่องอะไร ก็ต้องอาศัยจินตนาการเรื่องการออกแบบ ต่อให้วางแผนพัฒนาหรืออะไรก็ตาม ก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์เข้าไปผสม”

Design Philosophy ของ WISHARAWISH

“งานเราจะได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิต หรือวัฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิด มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ไม่ได้โยงกับพุทธศาสนานะ แต่เป็นในแง่ของธรรมชาติของการดำรงชีวิตมากกว่าซึ่งเราก็ใช้แนวคิดนี้เป็นหลักในการออกแบบ หรือการสร้างสรรค์งานในทุกมิติ ทุกขั้นตอนด้วย ก็คือจะไม่ยึดติดกับอะไรใดๆ ทั้งสิ้น”

อย่างเช่นคอลเลกชันที่ชนะที่ Mango Fashion Award 2012 ซึ่งเป็นอันที่ที่ได้รับการยอมรับ และเป็นที่รู้จักที่สุดอันหนึ่ง ซึ่งพี่อู๋ใช้ธีมเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด โดยสื่อสารความหมายของวัฎสงสารให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วยการแทนด้วยลายพรินต์ของสัตว์ต่างๆ ตั้งแต่สัตว์นักล่าไปจนถึงผู้ถูกล่า ซึ่งหมายความถึงวงจรของระบบนิเวศน์ธรรมชาติทั้งหมดที่หมุนเวียนไปไม่สิ้นสุด

Related Articles