fbpx
Design+

Women in Design Series: Nucharin Wangphongsawasd and The Art of Wood

Introducing wood as a new art material in Thailand

Words by
Anantaya
Location
Thailand

Wood is a material that may not be commonly seen as an artwork in Thailand. But it is a multifunctional material that can be made into anything the maker wants, be it a strong table or a soft ribbon-shaped sculpture that seems like it is wavering, which is what Nucharin Wangphonsawasd did.

Nucharin is a woodworker, designer, artist and owner of NNWW Studio. She graduated from an industrial design programme and then worked in an office for two years before realising it was not what she wanted to do. She quit her job and went to study design.

She had never thought about using wood. But the only school that accepted her was a woodworking one. Nucharin found her dream in something unexpected. Working by hand increased her concentration, made her calmer and stimulated her creativity. Woodworking soon becomes a part of her life.

The interesting aspect of Nucharin’s works is that they were spontaneously made. She does not thoroughly plan processes or details. All she needs is a rough concept of, for example, the pieces of wood she will use, the tools she will use and the keyword of what she is interested in making. She then lets her imagination do the rest. This perfectly reflects her design philosophy of “Just do it”. She does not like to think much before starting because to her, no matter the outcome, all that matters is that she had the courage to start.

She does not want to be completely labelled as an artist or a designer. In fact, she is an artist who makes her ideas concrete and exhibits her own artworks. At the same time, she is a designer who designs her own work and journey of life.

ไม้ วัสดุที่คนหลายคนคุ้นเคย แต่ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นมันรูปแบบของงานศิลปะ คุณนุช นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ นักออกแบบและศิลปินไทย เจ้าของ NNWW Studio เป็นอีกคนที่เรียกได้ว่าจับพลัดจับผลูมาคลุกคลีกับงานไม้และงานช่าง ซึ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นงานในฝันที่เธอตามหามาตลอด

หลังจากได้เริ่มต้นเรียนรู้ ลงมือปฎิบัติ ใช้มือ ใช้เครื่องจักรจดจ่ออยู่กับการทำงานไม้ คุณนุชค่อยๆ ซึมซับเสน่ห์ของเนื้อไม้และกระบวนการการทำงาน จนรู้ตัวอีกทีเธอก็ปล่อยให้มันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของของชีวิตแล้ว คุณนุชรังสรรค์ชิ้นงานจากไม้มากมายที่ดูประณีตจนเสมือนว่ามันผ่านการวางแผนมาอย่างละเอียดและแม่นยำ แต่แท้จริงแล้วผลงานเหล่านั้นมันเกิดมาจากการเริ่มลงมือทำเลยทันทีโดยไม่มีแผนการมากนัก และปล่อยที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของไอเดียที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่มีกรอบหรือขีดจำกัดตลอดกระบวนการ

ความเป็นมาของ นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ และ NNWW Studio

“เราชอบการได้อยู่กับเครื่องจักรเครื่องมือ การได้ทำงานด้วยมือ มันก็ค่อยๆ สั่งสมมาหลายๆ ปี จนเราได้รู้ว่านี่คือสิ่งที่เรารัก มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เราขาดมันไม่ได้”

“นุชจบ Industrial Design ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่เมืองไทยก่อน หลังจากนั้นนุชก็ทำงานประจำอยู่สองปี แล้วก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา เรียน Woodworking and Furniture Design ที่ Rochester Institute of Technology ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ตัวว่าสนใจเกี่ยวกับด้านงานไม้ กลับมาเมืองไทยก็ทำงานต่อสักพัก แล้วก็เริ่มทำสตูดิโอ

ตอนสมัครไปเรียนต่อ นุชสมัครไปสี่โรงเรียน แต่มันไม่ที่ไหนรับเลยนอกจากที่นี่ นุชก็ลาออกจากงานแล้วด้วย เลยคิดว่าลองไปดูแล้วกัน ถ้าไม่ไปก็ต้องทำงานออฟฟิศต่อซึ่งมันไม่ใช่เรา นุชไปเรียนโรงเรียนฝ่ายช่าง ซึ่งมันก็เน้นปฏิบัติ ต่างจากตอนที่เรียนออกแบบ อันนั้นจะเน้นเป็นการแก้ปัญหาแบบ Functional Design ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบเรียนสายช่าง มารู้ตัวก็ตอนที่ไปเรียนที่นู่นแล้ว 

“เราไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับงานไม้มาก่อน แต่โรงเรียนสอนงานช่างพอดี พอเริ่มทำงานด้วยมือ เรียนรู้การใช้เครื่องจักร เรารู้ถึงความแตกต่างที่เกิดกับตัวเองเลยว่าเรามีสมาธิมากขึ้น เราหงุดหงิดน้อยลง และเรารู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มันเป็นสิ่งที่เราอยู่ด้วยแล้วเราอิน ตอนอยู่เมืองไทยไม่รู้ เราไม่มีโอกาสได้ลองเพราะมันไม่ได้มีงานด้านนี้เยอะ

กลับมาก็ประมาณปี 2013 อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องไม้ และสตูดิโอทำงานไม้ก็ยังไม่ได้เยอะเท่าช่วงปีหลังๆ ตอนนั้นก็เลยตั้งใจว่าต้องมีสตูดิโอ จะได้มีที่ให้ทำงาน หลักๆ คือต้องการที่ทำงานนี่แหละค่ะ นี่ก็เข้าปีที่ 5 แล้วเพิ่งจะเริ่มลงตัว นุชก็ต้องปรับตัวค่ะ พอมาเปิดสตูดิโอของตัวเองเราก็ต้องดูแลตัวเอง ออกแบบวิธีการทำงานเอง มันก็ต้องค่อยๆ ใช้เวลาปรับตัวให้มันลงตัว อะไรไหวก็ไหว ไม่ไหวก็ไปทำปีหน้า” 

บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของ นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์

“มีศิลปินคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ยูริ โคบายาชิ นุชเจอเขาตอนไปอเมริกา เขาทำงานอยู่ที่อเมริกามาเป็นสิบปีแล้ว เขาเป็นบุคคลต้นแบบของคนทำงานไม้แทบจะทุกคนนะ สังคมการทำงานไม้ที่อเมริกามันเป็นสังคมที่แข่งขันและห้ำหั่นกันค่อนข้างสูง มันเป็นสังคมที่เน้นอิสระทางการพูด คนจะตรงมาก พอเราเห็นคนเอเชียที่ไปอยู่ที่นั่นนาน แล้วได้รับความเคารพ ทุกคนชอบเขามาก ทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆ มันก็มีผู้หญิงที่พื้นเพเป็นคนเอเชียเหมือนกันแล้วเขาก็ทำได้ ทำได้ดี และยังเป็นตัวเอง ไม่ได้ถูกสังคมอเมริกาเปลี่ยนแปลงอะไร เขายังมีความสุภาพในแบบเอเชีย แต่พอมีปัญหาอะไรเขาก็พูดนะ ไม่ปล่อยผ่าน เราเลยค่อนข้างชื่นชมคนนี้มาก ทั้งในแง่เรื่องงานและเรื่องลักษณะนิสัย

จากการไปอยู่ที่นั่นทำให้นุชเรียนรู้ว่ามีอะไรเราต้องพูด ถ้าเราไม่รักษาสิทธิ์ตัวเองก็ไม่มีใครรักษาสิทธิ์ให้เรา ทำให้เรากล้าขึ้น เวลามีปัญหาอะไรก็จัดการเลย แต่พอมาเมืองไทย เราก็ดูจังหวะ ดูว่าเราคุยกับใคร คนนั้นรับฟังไหม ถ้าไม่เราก็ต้องปรับนิดหน่อย ต้องลองดู เวลานุชทำงานนุชรู้สึกว่า ถ้าเห็นปัญหาแล้ว เราอยู่ตรงนั้นเราก็อยากแก้ จะได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

วิธีฟื้นตัวเองเวลาที่หมดไฟ

“เราต้องรู้ต้นตอว่าสิ่งเราเป็นมันมาจากอะไร และอย่ากดดันตัวเองเยอะเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วเราไหวเท่าที่เราไหวจริงๆ”

“การหมดไฟ เหนื่อยมากๆ จนทำอะไรไม่ไหว คิดไม่ออก มันเป็นปกติของการทำงานนะ ไม่ว่าจะงานที่รักแค่ไหนมันก็มีหมด  นุชว่าหลักๆ คือเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าตอนนี้เราไม่โอเคเพราะอะไร ถ้าเพราะงานไม่โอเค เช่น ทำไปเท่าไหร่ ก็ไม่ได้รับการตอบรับที่โอเค เราก็ต้องดูว่าเราจะแก้ปัญหายังไง หรือว่าถ้าไม่โอเคเพราะเราอยู่ในสภาวะที่ไม่โอเค เช่นมีปัญหาส่วนตัวเยอะ สุขภาพไม่ดี อันนี้ก็ต้องแก้ที่การใช้ชีวิตประจำวัน ถามว่าทำยังไง จริงๆ ก็ต้องให้เวลาตัวเอง ใจเย็นๆ เพราะว่าบางปัญหากว่าจะแก้ได้มันหลายปี มันมีทั้งวันที่โอเคและวันที่ไม่โอเค อย่าไปตอกย้ำตัวเองเยอะ ถ้าวันไหนโอเคมีแรงก็ทำให้เยอะที่สุด เราต้องมีสติ ต้องคอยเตือนตัวเอง

จริงๆ เมื่อก่อนนุชเป็นคนที่เวลาทำงานจะเกินขีดจำกัด พอเหนื่อยมากเราจะคิดอะไรไม่ออกจนหมดไฟ กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้นานมาก ตอนนี้เรารู้ตัวมากขึ้นกับวิธีการทำงานใหม่ เช่น ถ้าอยู่กับอะไรนานๆ ติดๆ กัน เราจะเครียดง่าย ดังนั้นถ้าทำงานติดกันไปแล้วสามวัน ต้องมีหนึ่งวันที่เราต้องไม่เข้าสตู ให้เราเบรกออกมาก่อน จะได้ฟื้นพลังและกลับไปทำงานได้ใหม่ นุชก็ยังลองผิดลองถูกนะ ไม่มีคำตอบตายตัว แล้วแต่สถานการณ์ไป นุชว่าสำคัญคือเราต้องคอยเช็คกับตัวเองเรื่อยๆ ว่าตอนนี้เราโอเคมั้ย นอนพอมั้ย กินอาหารมีประโยชน์หรือเปล่า ทั้งร่างกายและจิตใจ”

หลักการในการออกแบบของ นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์

“ง่ายๆ เลยค่ะ ขอแค่ได้ทำก็พอ จะออกมาดีไม่ดีไม่เป็นไร ขอแค่เรายังมีความกล้าที่จะทำอยู่”

“ถึงคิดอะไรไม่ออก วันนี้เขาสตูมาก่อน มาดูว่ามีอะไรบ้างและทำอะไรได้บ้าง ส่วนใหญ่นุชจะพูดแบบนี้ นุชไม่ใช่คนประเภทว่านั่งให้ไอเดียออกแล้วทำงาน หลายอย่างมันเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการทำ เพราะฉะนั้นถ้านุชไม่เริ่มทำ นุชก็จะไม่รู้ว่านุชอยากทำอะไร ส่วนใหญ่นุชจะทำไปด้วยคิดไปด้วย นุชจะไม่วางแผนมาก จะตั้งโจทย์ง่ายๆ ให้ตัวเองก่อน ดูซิว่าเรามีอะไรบ้าง มีเวลากี่ชั่วโมง อยากทำงานกับเครื่องมือประเภทไหน แล้วค่อยๆ ทำ แล้วค่อยๆ แคบลงมา จะไม่พยายามจำกัดตัวเองว่ามันต้องเป็นเก้าอี้นะ พยายามจะปรับกระบวนการจากที่เคยเรียนให้เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะมันเป็นตัวเราเองมากกว่า มีแค่แผนคร่าวๆ แต่ในเรื่องดีไซน์เรื่องรูปร่างก็ปล่อยให้เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน”

สิ่งที่อยากแก้ไขและทำเพิ่มหากย้อนเวลากลับไปตอนเริ่มเป็นดีไซน์เนอร์ 

“ต้องบอกก่อนว่านุชเป็นคนที่จะไม่พยายามคิดย้อน แต่ถ้าให้คิดคือตอนนี้เรารู้แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเกิดจากอะไรบ้าง ถ้าเกิดต้องวางแผนสำหรับอะไรอย่างนี้อีกครั้ง นุชจะบอกตัวเองว่าให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ คิด ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ ไม่ต้องพยายามให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างที่เราต้องการ หลายอย่างมันควบคุมไม่ได้ พอเราพยายามควบคุมแล้วไม่ได้เราจะผิดหวัง เมื่อก่อนเราไม่ยืดหยุ่นเท่าตอนนี้ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าถ้าเราปล่อยสบายๆ บ้าง เราจะจัดการกับความเครียดได้ง่ายกว่า”

ประเด็นและปัญหาในวงการดีไซน์เนอร์ไทยและดีไซน์เนอร์หน้าใหม่

“ปัญหาที่ตัวของนุชรู้สึก คือความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อ ดีไซน์ งานในสายครีเอทีฟ และงานศิลปะ ถ้าหากมีความเข้าใจที่ดีขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เป็นเพียงสินค้าราคาสูงและสิ่งฟุ่มเฟือย และเข้าใจว่าดีไซน์เนอร์หรือศิลปินคืออาชีพหนึ่ง คือคนทั่วไป ที่ต้องกินต้องใช้ นุชคิดว่าน่าจะทำให้คนให้คุณค่ามากขึ้น”

“งานออกแบบบ้านเรามีคุณภาพมาก วงการครีเอทีฟ และวงการศิลปะ ไม่ได้แพ้ต่างชาติแน่นอน นุชเข้าใจนะว่าคนทั่วไปที่ยังต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ มีปัญหาหนี้สิน คงไม่มีใครหรอกที่ต้องการมีรายจ่ายเพิ่มให้กับศิลปะหรือดีไซน์ เราอาจจะต้องเชื่อมโยงศิลปะให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น เหมือนอย่างคนยุโรปหรือคนญี่ปุ่น เขาอาจจะไม่ต้องมีคำถามนี้แล้วเพราะเขาโตมากับงานออกแบบและศิลปะรอบตัวอยู่แล้ว แม้กระทั่งถังขยะที่เขาใช้ตามท้องถนนก็ผ่านการออกแบบมาทั้งเรื่องหน้าตาและการใช้งาน สำหรับเขาดีไซน์และศิลปะมันรวมอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวันไปแล้ว ทำให้การดำเนินชีวิตมีคุณภาพและสุนทรีย์มากขึ้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นนักออกแบบพวกเขาก็สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ ส่วนบ้านเราอาจจะยังค่อนข้างไกลในแง่ของระบบต่างๆ บวกกับมันมีความเข้าใจที่บางคนเข้าใจว่าการเป็นนักออกแบบหรือศิลปิน ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือน celebrity จริงๆ มันก็มีกลุ่มคนที่เขาอยู่ในระดับนั้นนะ แต่โดยรวมกว่า 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ ก็คือคนปกติทั่วไปที่เขาทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีวิต ต้องนอน ต้องกิน ต้องใช้ ไม่ได้ต่างจากบุคคลทั่วไป มันก็คงต้องใช้เวลาปรับ เรื่องความเข้าใจนี้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนยาก ยิ่งสังคมของเราเป็นสังคมที่ไม่ค่อยชอบและชินกับการเปลี่ยนแปลง”

สิ่งที่อยากถูกจดจำหรือถูกกล่าวถึง

“นุชไม่สนใจว่าคนจะมองนุชเป็นอะไร เพราะถ้าจะมานิยามตัวเองมันต้องอธิบายเยอะมาก แต่ละคนก็มองเราไม่เหมือนกัน ให้นึกถึงนุชว่าเป็น ‘คนทำงานไม้’ ก็พอ”

“เรียกว่านุชเป็นดีไซน์เนอร์ก็ไม่น่าจะใช่ นุชไม่ได้อยู่ในวงการดีไซน์มานานแล้วนะ เพราะส่วนใหญ่ทำงานก็จะเอาไปจัดแสดงกับแกลลอรี่ซึ่งมันก็ต่างกับดีไซน์เนอร์พอสมควร แต่นุชเองก็ไม่ได้จบศิลปะเพียวๆ  ไม่ได้เป็นศิลปิน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในโลกตอนนี้ทุกอย่างมันผสมกันหมด ตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี พื้นฐานนุชเป็น Industrial Design ซึ่งเน้นให้ใช้หลักการออกแบบในการแก้ปัญหา ปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น ยังไงความเป็นนักออกแบบในเรื่องการใช้ชีวิตหรือมุมมอง นุชยังมีอยู่แน่นอน แต่พอไปอยู่ที่อเมริกา มันก็เน้นสอนสายช่าง เรื่องงานฝีมือ เขาจะไม่ถกเรื่องฟังก์ชั่นหรือการทำตลาดมาก แต่จะดูว่าไอเดียเป็นยังไง มีที่มาจากอะไร มันก็เป็นโลกที่ต่างกัน”

“นุชไม่ค่อยสนใจว่าจะเรียกตัวเองว่าอะไร แต่ที่ไม่ค่อยอยากเรียกตัวเองว่านักออกแบบเพราะงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ได้ตอบโจทย์ในวงการดีไซน์เท่าไร นุชไม่ได้รับงานออกแบบให้ลูกค้ามานานแล้ว แต่ก็ยังใช้การออกแบบกระบวนการทำงาน ยังใช้ความสามารถในการดีไซน์ของเราอยู่ตลอด ความเป็นดีไซน์มันอยู่ในการดำเนินชีวิตไปแล้ว”

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดยนางสาวอนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles