fbpx
Arts & Culture

Yui Pakawan: The Ceramist and Her Dreams

Yui Pakawan has never been afraid of trying new things.

Words by
Anantaya
Location
Thailand

For someone who describes herself as “scared and unconfident”, Yui Pakawan Thongvanit has done many things. The founder of Thailand-based ceramics studio Atelier Pakawan has also been a watercolour artist, interior designer, art teacher, and rubber carver.

As a child, Yui saw a drama in which the heroine was an interior designer and she wanted to be like her so she manifested the dream in her mind until she successfully became one. However, faced with limitations in expressing her creativity and herself, she found that this “dream job” was nothing like what she had imagined. Simultaneously, her interest in ceramics started to grow and after much consideration, she took the plunge and quit her job, beginning a new journey to become a professional ceramist. “If not now, then when?” she thought.

Learning about ceramics in Seto, Japan, cemented her decision to become a ceramist. She would spend two years learning Japanese in Thailand and Japan. After finishing a two-year course in ceramics, she returned to Thailand to start Atelier Pakawan.

In Thailand, most people regard ceramics as “appliance” rather than an art form. The ones who do not understand the worth of handmade pottery tend to categorise ceramics under mass production. It takes close to a month for Yui to build a ceramic bowl, starting from preparing the clay to glazing the bowl. Underglaze painting is a process that allows zero mistakes as they are impossible to erase. In order to create a perfect bowl, it is likely that two or three bowls are discarded due to mistakes made during underglaze painting.

Yui is also well-known as a watercolour artist. However, dabbling into painting was more of a necessity rather than a deep-seated passion. She started it to make money to chase her actual dreams of becoming a ceramist. Despite that, her work was one of the winning entries for Happening Makers 2019.

While painting and crafting pottery seem different, Yui says that both disciplines complement one other. Whenever she doesn’t know what to paint, she turns to ceramics because it helps clear her mind. She also applies her painting across her ceramic pieces.

While she was studying, being an art teacher and rubber craver also helped her to pay the bills. In a way, Yui is willing to do whatever it takes to pursue her dreams. Along the way, she experienced many barriers, fears and uncertainties. The changing of career is tough for anybody but harder for those who face self-doubt. Yui says that her trick is to overcome that is to constantly remind herself of the last time she did something new. Every experience—no matter how big or small—added to her courage and gave her the power to push herself through.

In her next dream, Yui would like to create a hand-made environment by filling every square metre of her home with her hand-made objects. It must be satisfying to wake up and see her heart and soul in every corner of her room.

When asked what she wanted to remember ten years from now, Yui said, “I wish to remember the people who has helped me during difficult moments. I hope that I never forget them.” She also hopes to tell young artists to not waste time waiting to be discovered or thinking about their lack of recognition and to start creating their own value instead.

“Create whatever you want to be known for and share it. One day, somebody will recognise you and your work,” she said.

“คุณยุ้ยดูทำอะไรหลายอย่างมากเลยค่ะ” นี่คือประโยคที่เราอดพูดขึ้นมาไม่ได้ระหว่างสนทนากับนักปั้นเซรามิก นักวาดภาพสีน้ำ และมัณฑนากรคนนี้ (แถมเป็นครูสอนศิลปะและนักแกะสลักยางลบในบางช่วงอีกด้วย) คุณยุ้ย ภควรรณ ทองวานิช คือคนที่เรากำลังพูดถึง เธอเป็นเจ้าของสตูดิโอ Atelier Pakawan สตูดิโอปั้นเซรามิกในจังหวัดชลบุรี แต่ก่อนจะก่อตั้งสตูดิโอ คุณยุ้ยในวัยสามสิบสามปีผ่านเส้นทางอาชีพมามากมาย หากเทียบกับเวลา 10 ปีหลังเรียนจบจนถึงปัจจุบัน เส้นทางอาชีพที่ผ่านมาในชีวิตคุณยุ้ยดูเยอะจนเราถึงกับต้องเอ่ยปากว่าเธอผ่านอะไรมาหลายอย่างจริงๆ

ก่อนจะเป็นที่รู้จักในนามของนักปั้นเซรามิกที่เรากำลังเรียกเธออยู่อย่างทุกวันนี้ เธอเป็นที่รู้จักในนามนักวาดภาพสีน้ำ เจ้าของผลงานภาพขนมหวานสุดน่ารักที่เตะตาใครหลายคนจนเป็นหนึ่งในภาพที่ชนะการประกวด Happening Makers ในปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้นอีกเธอเป็นนักออกแบบภายในที่เรียนจบมัณฑนากรมาโดยตรง แถมยังเคยทำงานฝีมือเช่น การแกะสลักยางลบ ออกแบบการ์ด และเคยเป็นครูสอนศิลปะให้เด็กๆ อีกด้วย

สำหรับคนที่พูดคำว่า ‘กลัว’ และ ‘ไม่มั่นใจ’ บ่อยครั้งระหว่างเล่าเรื่องราวของตนเอง บทบาททั้งหมดนี้ถือว่ามากจนน่าตกใจเลยทีเดียว ท่ามกลางความกลัว เธอกลับจัดการและผลักดันตนเองให้ทำสิ่งใหม่ๆ ได้อยู่ตลอดเวลาและนี่คือเหตุผลที่เราคิดว่าบทสัมภาษณ์ของคุณยุ้ยอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้

เด็กน้อยที่ฝันอยากเป็นอินทีเรีย ไปสู่ศิลปินที่เลือกเส้นทางใหม่ให้ตัวเอง

ตอนเด็กป.3-ป.4 เห็นนางเอกทำงานแบบที่ได้เลือกผ้าม่าน ของแต่บ้าน เราเลยถามแม่ว่าเขาทำอาชีพอะไร เขาเรียกว่ามัณฑนากร แล้วมัณฑนากรต้องไปเรียนอะไรต่อเหรอ เขาก็บอกว่ามัณฑนศิลป์ขึ้นมา เราก็เลยจำคำว่ามัณฑนศิลป์มาโดยตลอด” คุณยุ้ยเล่าที่มาที่ไปของอาชีพแรกให้เราฟัง ต้องถือว่าเธอเป็นหนึ่งในคนที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ในการทำตามความฝันวัยประถมให้กลายเป็นอาชีพได้ แม้ความฝันนั้นจะไม่ใช่ปลายทางก็ตาม 

ความฝันต่อมาเกิดขึ้นเมื่อความฝันแรกนั้นไม่ตอบโจทย์ตัวตนของเธออีกต่อไป เมื่อเธอเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถสื่อความเป็นตัวตนผ่านการออกแบบภายในได้ ประกอบกับความฝันใหม่เกิดขึ้น เธอก็ไม่ลังเลที่จะก้าวขาเข้าไปทดลองจุ่ม เพราะตอนนั้นใจมันไปแล้ว และเมื่อเห็นว่ารอด ก็พร้อมกระโดดลงไปเต็มตัว 

“ตอนนั้นสนใจเซรามิกมาสักพัก เรียนที่กรุงเทพฯ มาสักพัก เริ่มอยากทำเป็นอาชีพ เลยอยากลองว่าเราสามารถอยู่กับมันนานๆ ได้มั้ย” ด้วยเหตุนี้คุณยุ้ยจึงตัดสินใจอย่างไม่ลังเลในการลาออกจากงาน ไปเรียนเซรามิกที่เมืองเซโตะ ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน และเมื่อรู้สึกว่านี่แหละใช่เลย จึงกลับมาเรียนภาษาญี่ปุ่นต่ออย่างหนักที่ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่นอีกอย่างละ 1 ปี เพื่อเตรียมพร้อมในการลุยไปเรียนเซรามิกที่ญี่ปุ่นต่อแบบจริงจัง

“ใจไปแล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่าถ้าเราเริ่มชอบเซรามิกแล้ว ถ้าเราไม่ศึกษาตอนนี้จะไปตอนไหน ตอนนี้มันดีที่สุดแล้ว” คุณยุ้ยกล่าวอย่างมั่นใจ

Atelier Pakawan และภาพสีน้ำ ความฝันที่เกิดได้จากบทบาทที่มาอย่างไม่ตั้งตัว

นอกจากนักปั้นเซรามิกและมัณฑนากรแล้ว นักวาดภาพสีน้ำคืออีกบทบาทของคุณยุ้ยที่เราไม่พูดถึงไม่ได้ สืบเนื่องจากความสามารถในการวาดภาพที่ติดตัวมาจากการเรียนมัณฑนศิลป์ และความต้องการหารายได้ในช่วงที่กำลังวิ่งตามฝัน จึงเกิดเป็นบทบาทใหม่ที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ตอนทำงานอินทีเรียเราใช้คอมเยอะ ก็รู้สึกว่าทำไมไม่ได้วาดรูปเลย ก็เลยเริ่มวาดก๊องแก๊งลงในไอจี ช่วงเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไทย มีช่วงว่างตอนบ่าย ก็ต้องทำทุกอย่างที่จะได้เงิน เช่น แกะยางลบ วาดรูป ทำการ์ดแต่งงาน จ๊อบเล็กๆ ก็รับหมด เพื่อนเห็นว่าวาดได้ก็เลยได้วาดให้นิตยสารเป็นครั้งแรก วาดให้นิตยสาร My Home ตอนเรียนปั้นก็ยังมีจ๊อบเข้ามา เลยกลายเป็นว่าคนที่ไทยก็เลยจำว่ายุ้ยวาดรูปได้”

“ตอนนั้นก็เคยมีแว้บนึงที่อยากเป็นนักวาดภาพประกอบด้วย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักวาดอะไรขนาดนี้ ยิ่งตอนกลับมา อยากตั้งสตูดิโอตัวเองแต่ก็ไม่มีงบ มันก็ต้องหาเงิน ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือวาดรูป จุดที่เริ่มวาดจริงจังขึ้นก็คือยุ้ยรู้สึกว่าต้องทำอะไรขายสักอย่าง ก็เลยทำปฏิทินขายช่วงปลายปี กลายเป็นว่ามันได้เงินเป็นก้อนมา ต่อมาก็ได้ลงสกู๊ปของ Happening ก็เลยกลายเป็นว่าเรากลายเป็นนักวาดไปแล้ว แต่ในที่สุดก็สามารถเปิดสตูดิโอได้”

อาชีพนักวาดภาพสีน้ำเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทั้งก่อนไปเรียน ขณะที่เรียน และหลังเรียนจบ คุณยุ้ยก็ได้รายได้จากการวาดภาพสีน้ำ และการรับงานเล็กๆ อื่นที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำเป็นอาชีพ การรับทุกโอกาสรวมถึงงานเล็กๆ ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้แหละที่เป็นตัววางรากฐานและเป็นตัวสนับสนุนชั้นดีที่ทำให้คุณยุ้ยสานฝันการสร้างสตูดิโอ Atelier Pakawan ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ทักษะในการวาดกับปั้นนั้นแม้จะดูเป็นทักษะที่ต้องใช้ความสามารถคนละอย่างกัน แต่กับส่งเสริมกันแบบไม่คาดคิดมาก่อน ในทางตรงนั้นการที่มีพื้นฐานทักษะการวาดรูปอยู่แล้ว ทำให้คุณยุ้ยมีทักษะการใช้พู่กันที่ดี ทำให้วาดลายลงบนจานชามได้คล่อง และในทางอ้อมนั้น การวาดและการปั้นก็ช่วยเยียวยาส่งเสริมกันไปเรื่อยๆ

“กลายเป็นว่าช่วงที่พักจากงานวาดไปปั้นแป๊ปนึง รู้สึกว่าสมาธิมา เพราะบางทีวาดเราก็วาดคอม มีไอแพดไอโฟน มันก็จะมีไลน์เข้า เราเปิดดูนู่นนี่ตลอด หัวก็จะไม่นิ่ง แต่พอไปปั้น มือเลอะปุ๊บเราก็จะไม่สามารถแตะอะไรได้แล้ว ก็จะต้องปั้นอย่างเดียว จะรู้สึกว่าเหมือนหัวโล่งไปเลย หรือปั้นแป้นหมุน มันก็จะหมุนไปเรื่อยๆ เพลิน มีสมาธิ หัวก็คิดงานวาดไปพร้อมกัน พอหัวโล่งก็คิดออก หรือพอเราทำงานวาดเยอะๆ ก็มีไอเดียเก็บไว้ พอไปกับดิน ก็ใช้กันได้”

หนึ่งในผลงานที่คุณยุ้ยภูมิใจที่สุดคือกาน้ำชาลายน้ำเงิน แต้มลวดลายของดอกไฮเดรนเยียที่คุณยุ้ยเห็นจนชินตาตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ที่ทำในช่วงที่เป็นนักเรียนเซรามิก แม้ไม่ใช่ลายญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ก็ต้องตาต้องใจคนญี่ปุ่นด้วยความเรียบง่ายและสวยงาม ทำให้คอนเซ็ปต์การวาดลายจากสิ่งรอบตัวและธรรมชาติที่คุ้นเคยนั้นกลายเป็นคอนเซ็ปต์หลักที่แสนอบอุ่นของงานคราฟต์จาก Atelier Pakawan

ชามเซรามิกหนึ่งใบที่ไม่ง่ายเลย

หากพูดถึงชามเซรามิก ภาพในหัวเราคงเป็นชามจากเถ้าฮงไถ่ ลายไก่ที่คุ้นตากัน นั่นก็เป็นชามแบบหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทย แต่ชามเซรามิกแบบปั้นมือก็เป็นชามอีกแบบหนึ่งที่หลายคนในประเทศไทยอาจไม่คุ้นเคย และไม่เข้าใจที่มาที่ไปว่าทำไมสำหรับบางคนมันถึงมีมูลค่า

คุณยุ้ยเล่าให้ฟังถึงกรรมวิธีการปั้นชามหนึ่งใบที่อาจต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน เริ่มจากการทุบดิน นำดินไปแช่น้ำ ผ่านกรรมวิธีทีทำให้แห้ง จึงจะมาเริ่มปั้นได้ “เราต้องทุ่มเทแรงงานมาก ไม่ได้นั่งปั้นสวยๆ เหงื่อโทรมกาย เอาค้อนทุบดิน”

ต่อมาจึงเป็นกรรมวิธีการวาดลายที่ก็ยากและเสี่ยงไม่แพ้กัน “กาน้ำชา ถ้าแตะสีลงไป มันอยู่เลย ถ้ามันไหล ก็จะไหลเป็นลายเลย” คณยุ้ยเล่า “ชามอะไรก็ตามที่มันเผามาครั้งหนึ่ง มันจะมีคุณสมบัติของการดูดซึมน้ำ พอเราแค่เอาหมึกหยดลงไป มันก็จะซึมลึกลงไปในเนื้อ พลาดไม่ได้เลย คือยุ้ยปั้นเผื่อไว้เยอะมาก”

เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชามลายสวยงามที่เราเห็นกัน แลกมาด้วยชามที่ต้องเสียไปเฉยๆ อีกกี่ใบ และนี่คือคำตอบว่าทำไมชามปั้นมือถึงมีมูลค่าสูงนัก

ปัญหาหลักของวงการเซรามิกไทยคือการที่คนส่วนใหญ่มักยึดติดกับภาพของจานชามจากโรงงาน และไม่เข้าใจว่าทำไมชามปั้นมือถึงราคาสูงกว่ามาก และอาจไม่ได้มองนักปั้นเซรามิกในฐานะศิลปิน แต่จากเรื่องราวของคุณยุ้ยก็ทำให้เรารู้เหตุผลแล้วว่ากว่าจะมาเป็นชามหนึ่งใบ ไม่ง่ายเลย

เมื่อความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่เจอคือตัวเอง

เหมือนที่เราบอกไปในตอนต้นบทความว่าคำว่า ‘กลัว’ และ ‘ไม่มั่นใจ’ คือสองคำที่เราได้ยินบ่อยมากในเรื่องราวของคุณยุ้ยจนเราอดแปลกใจไม่ได้ว่าคนที่ไม่มั่นใจและกลัวจะทำอะไรได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ? มีเคล็ดลับอะไรกันนะที่เป็นแรงผลักดัน?

คุณยุ้ยบอกเราว่าเจ้าความไม่มั่นใจและกลัวนี่แหละทำให้ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือตัวเอง และเธอก็ไม่เคยหยุดยั้งและยอมแพ้ให้กับอุปสรรคนี้ จนทำให้เธอสามารถทำอะไรได้มากมายทั้งๆ ที่ยังคงกลัวอยู่เสมอ

“ยุ้ยเป็นคนไม่มั่นใจ จะสงสัยตัวเองตลอดเวลา ทำหลายอย่างแต่ทุกอย่างคือกลัวก่อน ต้องมีความป๊อด ยุ้ยก็จะไม่ชอบเลยเวลาต้องไปเรียนพิเศษที่ใหม่ เปิดเทอม เกลียดอะไรที่ต้องทำใหม่ๆ เป็นคนขีกังวลมาก” ความกังวลของคุณยุ้ยเคยทำให้เธอกลัวถึงขั้นไม่กล้าเข้าไปที่สตูดิโอของตัวเองเพียงเพราะไม่ได้ปั้นมานาน แต่สุดท้าย…

“พอไปจริงๆ อ๋อ ผ่านวันแรกไปก็โอเคนี่หว่า มันคงมีอะไรสะสมแบบนี้มาเรื่อยๆ ยิ่งเราทำเยอะมันจะยิ่งมีตัวอย่างให้คิดว่า ตอนนั้นยังทำได้เลย ตอนนั้นยังผ่านมาได้เลยนี่หว่า”

แม้จะยังคงกลัวอยู่ทุกครั้งที่เริ่มอะไรใหม่ แต่การยกเอาประสบการณ์เก่ามาปลอบประโลมตัวเองว่าทำไปเถอะ ตอนนั้นก็ทำได้ ทำให้ในความไม่มั่นใจและกลัวในแบบฉบับของยุ้ย ภควรรณ มีความกล้ามากมายที่ซ่อนอยู่

“ก็เป็นคนไม่มั่นใจ แต่ก็ต้องทำไปแหละเนอะ” คุณยุ้ยกล่าวด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม

โปรเจ็กต์ในฝัน ข้อคิด และสิ่งที่อยากจดจำ

เราขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยสามสิ่งที่จะทำให้เรารู้จักความเป็นคุณยุ้ยมากขึ้นไปอีกระดับ

“พยายามให้รอบตัวเป็น Hand-made environment เราทำอะไรด้วยเซรามิกได้เราก็จะทำ เราก็จะรายล้อมไปด้วยสิ่งที่เราวาด เราใช้แก้วน้ำจานชาม จิวเวลรีที่เป็นเซรามิก อะไรที่เป็นเซรามิกได้เราก็จะทำ” คุณยุ้ยพูดถึงโปรเจ็กต์ในฝันที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักปั้นเซรามิกชาวฝรั่งเศสด้วยน้ำเสียงที่สดใสปนความเขินอายเล็กน้อย ซึ่งเรานึกภาพตามแล้วก็มองว่ามันคงจะน่ารักมากๆ หากลืมตาตื่นมาแล้วเห็นความเป็นเราในทุกมุมของห้อง

‘อีก 10 ปีข้างหน้าอะไรที่อยากใหตัวเองจำไว้’ นี่คือคำถามต่อมาที่เราถาม

อยากให้จำว่าปัจจุบันนี้มีใครได้หยิบยื่นความช่วยเหลือให้เราบ้าง เราก็ไม่อยากลืมเลย เราอาจจะมีงานเยอะ แล้วอาจจะลืมไปรึเปล่าว่าในช่วงเริ่มต้นมีใครคอยให้กำลังใจ หรือมีพี่คนไหนที่คอยให้งานเรา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้จำไว้ อีก 10 ปีข้างหน้าก็จะอายุ 43 ก็อยากเป็นคนอายุ 43 ที่กระฉับกระเฉง มีความแข็งแรง อยากให้ตัวเองในตอนนั้นยังอยากทำนู่นนี่ตลอดเวลา

สิ่งสุดท้ายเราถามคือข้อคิดหนึ่งข้อที่คุณยุ้ยตกผลึกได้ตลอดเส้นทางอันผันแปรนี้ คำตอบที่ได้นั้นไม่น่าผิดหวังเลย

“ถ้าเราอยากได้งานเราต้องเริ่มจากการทำงานตัวเองก่อน ถ้าไม่มีใครมาจ้างชั้น ชั้นก็วาดก่อน แล้วพอเราเริ่มวาด ตอนนั้นมันถึงจะมีคนเห็น ที่จริงเราไม่ได้ไม่เก่ง แต่คนแค่ไม่รู้ว่าเราทำได้ อยากเป็นศิลปินแบบไหน ก็ทำงานแบบนั้นเยอะๆ อยากทำงานแบบไหน ก็ผลิตผลงานแบบนั้น” ไม่แปลกใจเลยที่ได้รับข้อคิดแบบนี้จากคนที่เลือกกำหนดเส้นทางให้ตัวเองอย่างไม่ลังเล

แล้วใครกันเป็นคนกำหนดว่าคนเราต้องมีความฝันเดียว เมื่อความฝันหนึ่งอาจใช่ ณ เวลาหนึ่ง แต่อาจไม่ตรงใจแล้วเมื่อตัวแปรต่างๆ เปลี่ยนไป และใครกันที่ห้ามไม่ให้เราเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนเส้นทาง ตามความฝันที่แปรเปลี่ยน เราเชื่อว่าข้อคิดจากคุณยุ้ยวันนี้จะฉุดหลายคนออกมาจากเส้นทางที่รู้ว่าไม่ใช่แต่ยังฝืนเดินต่อ เพียงเพราะคำว่า ‘กลัว’

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย อนันตญา พรวิเชียรวงศ์

Related Articles

[mc4wp_form id=”3383″]